เมื่อชื่อ “NENE ROYAL” ถูกบุคคลอื่นยื่นจดเป็นเครื่องหมายการค้า: ข้อพิจารณาตามกฎหมายเครื่องหมายการค้าไทย

เมื่อชื่อ “NENE ROYAL” ถูกบุคคลอื่นยื่นจดเป็นเครื่องหมายการค้า: ข้อพิจารณาตามกฎหมายเครื่องหมายการค้าไทย
ตัวอักษร

เมื่อชื่อ “NENE ROYAL” ถูกบุคคลอื่นยื่นจดเป็นเครื่องหมายการค้า: ข้อพิจารณาตามกฎหมายเครื่องหมายการค้าไทย

คลินิกกฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

 

บทนำ จากกระแสสังคมสู่คำถามสำคัญทางกฎหมาย

บทความวิชาการฉบับนี้ คลินิกกฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา จัดทำขึ้นเพื่อมุ่งเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามกฎหมายไทยให้แก่ประชาชนและผู้สนใจ โดยหยิบยกประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับการที่บุคคลอื่นยื่นคำขอจดทะเบียนชื่อของศิลปินหรือผู้มีชื่อเสียงไว้ก่อน จนเกิดคำถามตามมาว่า ในทางกฎหมายผู้ยื่นคำขอจะได้สิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นทันทีหรือไม่ และเจ้าของชื่อที่แท้จริงจะมีแนวทางหรือข้อต่อสู้ทางกฎหมายอย่างไร

ทั้งนี้ บทความนี้ได้นำกรณีที่มีบุคคลยื่นคำขอจดทะเบียนคำว่า “NENE ROYAL” มาเป็นกรณีศึกษาเพื่ออธิบายหลักกฎหมายเครื่องหมายการค้าของประเทศไทยเท่านั้น โดยไม่ได้มุ่งวินิจฉัยชี้ขาดว่าผู้ใดเป็นฝ่ายถูกหรือผิด ซึ่งอ้างอิงข้อเท็จจริงจากรายงานข่าวและโพสต์สาธารณะที่ปรากฏตามลำดับเหตุการณ์ ดังนี้

22 ก.ค. 2569      หลังรายการ AGT ออกอากาศราว 2 สัปดาห์ มีบุคคลหนึ่งยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า “NENE ROYAL” ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา

26 ก.ย. 2569      ผู้ยื่นคำขอโพสต์ภาพหน้าเว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยระบุข้อความในทำนองว่าเป็นของขวัญจากการคว้าแชมป์

28 ก.ย. 2569      ผู้ยื่นคำขอโพสต์ภาพโลโก้พร้อมข้อความว่าขอมอบใบคำขอนี้ให้น้องเนเน่ และเมื่อมีผู้สอบถามว่า “จดแทนน้องหรือ” ผู้ยื่นคำขอได้ตอบกลับว่า “ใช่ ป้องกันไว้ให้น้อง”

17 ต.ค. 2569      ผู้ยื่นคำขอแชร์โพสต์เมื่อวันที่ 28 ก.ย. อีกครั้ง พร้อมระบุว่าต้องการมอบสิทธิให้แก่ครอบครัวของน้องเนเน่โดยตรง

ปัจจุบัน              สถานะคำขอจดทะเบียนยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบของกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับหลักการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

ระบบกฎหมายเครื่องหมายการค้าของประเทศไทยตาม พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มีหลักการพื้นฐานที่ให้ความสำคัญแก่ผู้ยื่นขอจดทะเบียนก่อน (First-to-File) แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ “ผู้มีสิทธิดีกว่า” สามารถใช้สิทธิโต้แย้งหรือคัดค้านได้ โดยมีหลักการสำคัญ 5 ประการ ดังนี้

(1) สิทธิแต่เพียงผู้เดียวเกิดจากการจดทะเบียน เมื่อได้รับการจดทะเบียนแล้ว ผู้จดทะเบียนย่อมมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ (มาตรา 44) ส่วนเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียน เจ้าของจะฟ้องคดีเพื่อป้องกันการละเมิดหรือเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายเครื่องหมายการค้าไม่ได้ แต่กฎหมายยังคงรับรองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายที่จะฟ้องคดีในกรณีที่ผู้อื่นเอาสินค้าของตนไป “ลวงขาย” (Passing Off) ว่าเป็นสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นได้ (มาตรา 46)

(2) ยื่นก่อนได้เปรียบ แต่ไม่เด็ดขาดเสมอไป ในกรณีที่มีผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันหลายราย นายทะเบียนจะพิจารณาดำเนินการให้แก่ผู้ที่ยื่นคำขอรายแรกก่อน (มาตรา 20) อย่างไรก็ตาม หากบุคคลอื่นเห็นว่าตนเป็น “ผู้มีสิทธิดีกว่า” ก็มีสิทธิยื่นคำคัดค้านภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดได้ (มาตรา 35)

(3) วันยื่นคำขอถือเป็นวันจดทะเบียน เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว กฎหมายให้ถือว่าวันที่ยื่นคำขอเป็นวันจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น โดยเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วจะมีอายุการคุ้มครอง 10 ปีนับแต่วันที่จดทะเบียน และสามารถขอต่ออายุได้คราวละ 10 ปี (มาตรา 42 และมาตรา 53)

(4) องค์ประกอบของเครื่องหมายการค้าที่รับจดทะเบียนได้ เครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ต้องประกอบด้วยลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ (1) มีลักษณะบ่งเฉพาะ (2) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย และ (3) ไม่เป็นเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่บุคคลอื่นได้จดทะเบียนไว้แล้ว (มาตรา 6, มาตรา 7, มาตรา 8 และมาตรา 13)

(5) สิทธิในคำขอและเครื่องหมายการค้าสามารถโอนกันได้ ทั้งสิทธิในคำขอจดทะเบียนและสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วสามารถโอนหรือรับมรดกกันได้ แต่ต้องดำเนินการแจ้งหรือจดทะเบียนการโอนต่อนายทะเบียนตามแบบและวิธีการที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 48, มาตรา 49 และมาตรา 51)

 

สรุปขั้นตอนและกรอบเวลาในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่ได้ทำให้เกิดสิทธิในทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของนายทะเบียนและการเปิดโอกาสให้สาธารณชนคัดค้านตามกรอบเวลาที่ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 กำหนดไว้ ดังนี้

ขั้นตอนการดำเนินการ

มาตรา

กำหนดเวลาตามกฎหมาย

1. การประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียน

มาตรา 29

เมื่อนายทะเบียนตรวจสอบแล้วเห็นควรรับจดทะเบียน จะมีคำสั่งให้ประกาศโฆษณาคำขอนั้น

2. การยื่นคำคัดค้านการจดทะเบียน

มาตรา 35

ภายใน 60 วัน นับแต่วันประกาศโฆษณา

3. ผู้ขอจดทะเบียนยื่นคำโต้แย้ง

มาตรา 36

ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำคัดค้าน (หากไม่ดำเนินการจะถือว่าละทิ้งคำขอ)

4. การอุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า

มาตรา 37

ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัย

5. การฟ้องคดีต่อศาลเพื่อโต้แย้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ

มาตรา 38

ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ

6. การชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน

มาตรา 40

ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งให้จดทะเบียน

 

ประเด็นข้อสังเกตและคำถามสำคัญทางกฎหมาย

(1) การที่บุคคลอื่นนำชื่อหรือโลโก้ของผู้มีชื่อเสียงไปยื่นจดเป็นเครื่องหมายการค้า สามารถทำได้หรือไม่?

ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 6 วางหลักไว้ว่า เครื่องหมายการค้าที่จะรับจดทะเบียนได้ต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย และไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว โดยในส่วนของ “ชื่อบุคคล” นั้น มาตรา 7 บัญญัติให้ชื่อตัวหรือชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดา หรือชื่อเต็มของนิติบุคคลที่แสดงโดยลักษณะพิเศษ สามารถเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะได้ ส่วนมาตรา 8 ได้กำหนดลักษณะต้องห้ามของเครื่องหมายที่ไม่สามารถรับจดทะเบียนไว้ เช่น เครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป

แม้บทบัญญัติของกฎหมายจะไม่ได้เขียนห้ามการนำ “ชื่อในวงการ” หรือชื่อของผู้อื่นไปยื่นจดทะเบียนไว้โดยตรง (โดยในมาตรา 7 กำหนดเงื่อนไขการขออนุญาตไว้เฉพาะกรณีลายมือชื่อและภาพของบุคคลอื่น) แต่ในทางกฎหมายและการตีความขององค์กรวินิจฉัย มีกลไกคุ้มครองเจ้าของชื่อและผู้สร้างสรรค์ที่แท้จริงอยู่หลายประการ ได้แก่

  • หลักความสุจริตและลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (9) มาตรา 8 (9) ห้ามมิให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือรัฐประศาสโนบาย ซึ่งในทางวิชาการและแนวปฏิบัติหมายความรวมถึงการยื่นขอจดทะเบียนโดย “ไม่สุจริต” เช่น การฉวยโอกาสนำชื่อเสียงหรือผลงานสร้างสรรค์ของผู้อื่นไปยื่นจดทะเบียนตัดหน้า
  • ความคุ้มครองเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายตามมาตรา 8 (10) กฎหมายห้ามรับจดทะเบียนเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ไม่ว่าเครื่องหมายนั้นจะได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่ก็ตาม
  • สิทธิในการคัดค้านของผู้มีสิทธิดีกว่าตามมาตรา 35 บุคคลผู้เห็นว่าตนมี “สิทธิดีกว่า” ผู้ขอจดทะเบียน เช่น เป็นเจ้าของชื่อที่ใช้ในการแสดงมาก่อนอย่างต่อเนื่อง หรือเป็นผู้สร้างสรรค์โลโก้ ย่อมมีสิทธิยื่นคำคัดค้านต่อนายทะเบียนได้
  • ความคุ้มครองสิทธิในนามและละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 ให้ความคุ้มครองสิทธิของบุคคลในการใช้นาม หากมีผู้อื่นโต้แย้งหรือนำนามไปใช้โดยมิชอบจนเกิดความเสียหาย เจ้าของนามย่อมเรียกร้องให้ระงับความเสียหายและฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดตามมาตรา 420 ได้

ดังนั้น ในกรณีนี้ น้องเนเน่และครอบครัวย่อมมีช่องทางตามกฎหมายในการใช้สิทธิคัดค้านในฐานะผู้มีสิทธิดีกว่า รวมถึงการใช้สิทธิทางศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายหากปรากฏว่าได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าว

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4588/2552 ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้ามุ่งให้ความคุ้มครองแก่บุคคลผู้กระทำการโดยสุจริตเป็นสำคัญ การที่ผู้ขอจดทะเบียนนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่น (เช่น ภาพหรือโลโก้ที่ผู้อื่นสร้างสรรค์ขึ้น) มาใช้เป็นส่วนสำคัญของเครื่องหมายการค้าเพื่อขอจดทะเบียนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ แม้จะไม่ปรากฏข้อห้ามไว้ในกฎหมายเครื่องหมายการค้าโดยตรง แต่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 8 (9) และไม่อาจรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1716/2569 ศาลฎีกาวินิจฉัยวางหลักว่า สิทธิในเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 กับสิทธิของบุคคลในการใช้นามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 เป็นสิทธิคนละประเภทกัน ดังนั้น ในการฟ้องร้องบังคับสิทธิ ผู้เสียหายจึงต้องบรรยายฟ้องและตั้งคำขอท้ายฟ้องให้ชัดเจนว่าประสงค์จะขอให้ศาลบังคับตามสิทธิประเภทใด

(2) การที่บุคคลอื่นอ้างว่า “จดแทน” หรือโพสต์ว่า “ขอมอบสิทธิ” ให้เจ้าของชื่อ สามารถทำได้เพียงใด?

ในทางกฎหมาย หากผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนได้ยื่นคำขอในนามของตนเองโดยไม่ได้รับมอบอำนาจอย่างถูกต้อง ผู้ยื่นคำขอย่อมมีฐานะเป็นผู้ทรงสิทธิในคำขอจดทะเบียนนั้นตามกฎหมาย จนกว่าจะมีการโอนสิทธิอย่างถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด การโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่ายินดีมอบสิทธิให้ จึงยังไม่มีผลเป็นการโอนสิทธิในคำขอจดทะเบียนตามกฎหมาย

หากผู้ยื่นคำขอประสงค์จะโอนสิทธิในคำขอจดทะเบียนให้แก่เจ้าของชื่อที่แท้จริงก่อนที่นายทะเบียนจะรับจดทะเบียน จะต้องดำเนินการทำสัญญาโอนสิทธิและแจ้งการโอนต่อนายทะเบียนก่อนการจดทะเบียนตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 48 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

  • ข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรับผิดทางอาญา หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าในการยื่นคำขอจดทะเบียน ผู้ยื่นได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือยื่นเอกสารอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียน อาจเข้าข่ายเป็นความผิดอาญาซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 107 ทั้งนี้ ย่อมต้องพิจารณาและพิสูจน์ข้อเท็จจริงรวมถึงเจตนาเป็นรายกรณีไป

(3) หากมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ที่สหรัฐอเมริกาแล้ว จะได้รับความคุ้มครองในประเทศไทยโดยอัตโนมัติหรือไม่?

เมื่อพิจารณาตามกฎหมายไทย โดยหลักการแล้วเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในต่างประเทศจะไม่ได้รับความคุ้มครองในประเทศไทยโดยอัตโนมัติ เนื่องจากกฎหมายเครื่องหมายการค้ายึด “หลักดินแดน”กล่าวคือ จดทะเบียนที่ประเทศใดก็ได้รับความคุ้มครองเฉพาะในประเทศนั้น อย่างไรก็ตาม เจ้าของเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศสามารถเชื่อมโยงสิทธิหรือขอรับความคุ้มครองในประเทศไทยได้ 3 แนวทาง ดังนี้

  • การใช้สิทธิขอถือวันยื่นคำขอครั้งแรกในต่างประเทศ (Priority Right) หากได้ยื่นคำขอจดทะเบียนในประเทศไทยภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่ยื่นคำขอครั้งแรกในต่างประเทศ และผู้ยื่นมีคุณสมบัติตามมาตรา 28 (เช่น มีสัญชาติของประเทศภาคีอนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี ซึ่งรวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย) ผู้ยื่นสามารถขอให้ถือว่าวันที่ยื่นคำขอครั้งแรกในต่างประเทศเป็นวันยื่นคำขอในประเทศไทยได้ 
  • การยื่นคำขอผ่านระบบมาดริด (Madrid System) เป็นระบบการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศภายใต้พิธีสารมาดริด ที่ช่วยให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าสามารถยื่นคำขอรับความคุ้มครองในหลายประเทศได้ในคราวเดียวกันผ่านสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศต้นทาง โดยไม่ต้องยื่นคำขอแยกเป็นรายประเทศตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ คำขอรับความคุ้มครองในประเทศไทยผ่านระบบนี้ให้ถือเสมือนเป็นคำขอจดทะเบียนที่ยื่นในประเทศไทย (มาตรา 79/5 – 79/6) และให้ถือวันยื่นคำขอระหว่างประเทศหรือวันที่บันทึกการขอขยายความคุ้มครองเป็นวันยื่นคำขอในไทยหากเป็นไปตามกำหนดเวลา (มาตรา 79/7) สำหรับผู้ยื่นจากประเทศไทยจะต้องมีคำขอจดทะเบียนหรือทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไทยเป็นฐานก่อน (มาตรา 79/4) และหากคำขอหรือทะเบียนพื้นฐานถูกถอน ละทิ้ง ปฏิเสธ หรือเพิกถอนภายในกำหนดเวลา 5 ปี ก็จะส่งผลกระทบต่อทะเบียนระหว่างประเทศด้วย (มาตรา 79/10)
  • การอ้างความเป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลาย หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าเครื่องหมายการค้านั้นมีการใช้อย่างแพร่หลายจนเป็นที่รู้จักทั่วไปในประเทศไทยอยู่ก่อนแล้ว เจ้าของเครื่องหมายย่อมสามารถยกข้ออ้างตามมาตรา 8 (10) เพื่อคัดค้านการรับจดทะเบียนของบุคคลอื่นได้ แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทยก็ตาม

 

แนวทางการต่อสู้และปกป้องสิทธิเมื่อเกิดข้อพิพาท

กฎหมายเครื่องหมายการค้าได้วางกลไกการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของเจ้าของที่แท้จริงแตกต่างกันตามสถานะของคำขอ โดยแยกออกเป็น 2 ช่วงเวลาสำคัญ ดังนี้

ช่วงที่ 1 กรณีเครื่องหมายการค้ายังไม่ได้รับการจดทะเบียน (อยู่ระหว่างพิจารณาคำขอ)

  • ตรวจสอบและติดตามสถานะคำขอ ผู้มีส่วนได้เสียสามารถขอตรวจดูทะเบียนหรือติดตามสถานะคำขอจดทะเบียนได้ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา (มาตรา 103) เพื่อตรวจสอบว่านายทะเบียนมีคำสั่งให้ประกาศโฆษณาคำขอเมื่อใด
  • ยื่นคำคัดค้านภายใน 60 วัน เมื่อมีการประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนแล้ว ผู้ที่เห็นว่าตนมีสิทธิดีกว่าผู้ขอจดทะเบียน หรือเห็นว่าเครื่องหมายการค้านั้นไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 สามารถยื่นคำคัดค้านต่อนายทะเบียนได้ภายใน 60 วันนับแต่วันประกาศโฆษณา (มาตรา 35)
  • แจ้งข้อมูลต่อนายทะเบียนเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งประกาศโฆษณา ในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่าเครื่องหมายการค้านั้นไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ หรือคำขอไม่ถูกต้องตามกฎหมาย นายทะเบียนมีอำนาจสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ประกาศโฆษณานั้นได้ ตราบใดที่ยังไม่ได้ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น (มาตรา 30)
  • ใช้สิทธิอุทธรณ์และฟ้องคดีต่อศาล เมื่อนายทะเบียนมีคำวินิจฉัยคำคัดค้านแล้ว ฝ่ายที่ไม่เห็นพ้องด้วยมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าภายใน 60 วัน และหากไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ สามารถฟ้องคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย (มาตรา 37 – 38)

ช่วงที่ 2 กรณีเครื่องหมายการค้าได้รับการจดทะเบียนไปแล้ว

  • ร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้เพิกถอนทะเบียน (กรณีฝ่าฝืนกฎหมาย) หากปรากฏว่าเครื่องหมายการค้านั้นได้จดทะเบียนไปโดยฝ่าฝืนมาตรา 7 หรือมาตรา 8 หรือเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของผู้อื่นที่จดทะเบียนไว้ก่อน ผู้มีส่วนได้เสียหรือนายทะเบียนสามารถร้องขอต่อคณะกรรมการฯ ให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนนั้นได้ (มาตรา 61) และหากเป็นกรณีที่เครื่องหมายการค้านั้นขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือขัดต่อรัฐประศาสโนบาย บุคคลใด ๆ ก็มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนได้ (มาตรา 62)
  • ร้องขอให้เพิกถอนเนื่องจากไม่มีเจตนาใช้โดยสุจริตหรือไม่มีการใช้จริง ผู้มีส่วนได้เสียหรือนายทะเบียนสามารถร้องขอให้คณะกรรมการฯ เพิกถอนการจดทะเบียนได้ หากพิสูจน์ได้ว่าในขณะขอจดทะเบียน เจ้าของไม่มีเจตนาโดยสุจริตที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าที่จดทะเบียนไว้และตามความจริงไม่เคยมีการใช้เครื่องหมายนั้นเลย หรือในช่วง 3 ปีก่อนที่จะมีคำร้องขอให้เพิกถอน ไม่ปรากฏว่ามีการใช้เครื่องหมายการค้านั้นโดยสุจริต เว้นแต่เจ้าของจะพิสูจน์ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษในทางการค้า (มาตรา 63) โดยเจ้าของทะเบียนมีเวลา 60 วันในการยื่นคำชี้แจง (มาตรา 64)
  • อุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการฯ ต่อศาล ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต่อศาลได้ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่ง (มาตรา 65) โดยการยื่นคำร้องขอเพิกถอนต้องทำตามแบบที่อธิบดีกำหนด (มาตรา 101)
  • ฟ้องศาลภายใน 5 ปีในฐานะ “ผู้มีสิทธิดีกว่า” ผู้มีส่วนได้เสียอาจฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ภายใน 5 ปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียน หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเป็น “ผู้มีสิทธิดีกว่า” ผู้ซึ่งได้รับการจดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น (มาตรา 67)

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา ประเด็น “ผู้มีสิทธิดีกว่า”

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1734/2543 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2464/2563 วางหลักแนวทางวินิจฉัยว่า แม้กฎหมายเครื่องหมายการค้าจะให้สิทธิแก่ผู้จดทะเบียน แต่หากบุคคลอื่นสามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเป็นผู้คิดค้นและใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้ามาก่อนอย่างต่อเนื่องโดยสุจริต ย่อมถือเป็นผู้มีสิทธิดีกว่าผู้ที่มาขอจดทะเบียนภายหลัง และมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ตามมาตรา 67

นอกจากมาตรการตามกฎหมายเครื่องหมายการค้าข้างต้นแล้ว เจ้าของชื่อที่แท้จริงยังสามารถใช้สิทธิฟ้องร้องในทางแพ่งเพื่อระงับความเสียหายและเรียกค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดสิทธิในนาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 ประกอบมาตรา 420 ได้อีกทางหนึ่ง หากปรากฏว่ามีการนำชื่อไปแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจนก่อให้เกิดความเสียหาย

บทสรุปและข้อสังเกต

·      เจตนาของผู้ยื่นคำขอไม่ได้ลบล้างสิทธิของเจ้าของที่แท้จริง แม้ผู้ยื่นคำขอจะกล่าวอ้างว่ามีเจตนาดีในการยื่นจดทะเบียนแทน แต่ก็ไม่ได้ทำให้เจ้าของชื่อหรือผู้สร้างสรรค์ที่แท้จริงสูญเสียสิทธิไปโดยอัตโนมัติ เนื่องจากสิ่งที่นายทะเบียนและศาลใช้เป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยคือองค์ประกอบตามมาตรา 6 – 8 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 หลักผู้มีสิทธิดีกว่า และความสุจริตของผู้ยื่นคำขอจดทะเบียน อย่างไรก็ดีหากเจตนาของผู้ยื่นจดทะเบียนชื่อ NENE ROYAL มีเจตนาดีเพื่อจดไว้ก่อนเพื่อป้องกันมิให้บุคคลที่ไม่หวังดียื่นจดทะเบียนก่อนและนำไปเรียกร้องในเชิงพาณิชย์ กรณีนี้ก็ต้องขอบคุณและถือเป็นกรณีศึกษาเพื่อให้ทุกท่านหันกลับมาสนใจและให้ความสำคัญกับเรื่องของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

·      การโอนสิทธิต้องทำตามแบบของกฎหมาย  การประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่าขอมอบสิทธิหรือยกคำขอให้แก่เจ้าของชื่อ ยังไม่มีผลสมบูรณ์ในทางกฎหมายจนกว่าจะมีการดำเนินการโอนสิทธิในคำขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนอย่างถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

·      การรักษาสิทธิต้องอาศัยการติดตามและคัดค้านตามกรอบเวลา  ตราบใดที่คำขอจดทะเบียนยังไม่ได้รับการจดทะเบียน ผู้ยื่นคำขอยังไม่ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวตามมาตรา 44 อย่างไรก็ตาม หากไม่มีผู้ใดยื่นคำคัดค้านหรือทักท้วงภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด กระบวนการจดทะเบียนก็สามารถดำเนินต่อไปได้ ดังนั้น การเฝ้าระวังและใช้สิทธิคัดค้านภายในกำหนดเวลาจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

 

 อ้างอิง

  • พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 และมาตรา 420
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2460 - 2461/2520, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1734/2543, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2464/2563 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1716/2569
  • ข้อมูลข้อเท็จจริงจากรายงานข่าวและโพสต์สาธารณะ ณ วันที่ 17 ตุลาคม 2569

หมายเหตุ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทางวิชาการและให้ความรู้แก่สาธารณชน โดยเป็นความเห็นทางวิชาการของผู้เขียน ไม่ได้เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดว่าบุคคลใดกระทำถูกหรือผิด ทั้งนี้ ประชาชนหรือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือและขอรับคำปรึกษาด้านกฎหมาย สามารถติดต่อได้ที่ คลินิกกฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

 

FOLLOW UP

ติดตามข่าวสาร มพ.

Facebook Official
SOCIAL MEDIA

ติดตามผ่าน TikTok มพ.

@uptiktok2026