เมื่อ “หมอชาวบ้าน” กลายเป็นความหวังของชุมชนม้งและอิ้วเมี่ยน

เมื่อ “หมอชาวบ้าน” กลายเป็นความหวังของชุมชนม้งและอิ้วเมี่ยน
ตัวอักษร

คำอธิบายภาพ

บนพื้นที่สูงในจังหวัดพะเยา มีหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ชาวม้งและอิ้วเมี่ยนตั้งหลักปักฐานอยู่กันมาหลายชั่วอายุคน ห่างไกลจากตัวอำเภอ ห่างไกลจากระบบบริการสุขภาพ และห่างไกลจากบุคลากรทางการแพทย์ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยห่างไกลจากพวกเขาเลย คือ “ความเจ็บป่วย” จากช่องว่างนี้เอง มหาวิทยาลัยพะเยาจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในฐานะสถาบันการศึกษาที่อยู่ใกล้ชิดกับชุมชน โดยร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา (อบจ.พะเยา) สร้างสิ่งที่เรียกว่า “หมอชาวบ้าน” ขึ้นมา


กลไกที่ให้ชาวบ้านดูแลกันเอง

เดือนกันยายน 2568 มหาวิทยาลัยพะเยาร่วมกับ อบจ.พะเยา เปิดโครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ด้วยแนวคิดง่าย ๆ ว่า จะทำอย่างไรให้ชาวบ้านดูแลกันเองในเบื้องต้นได้ จนเกิดเป็นหลักสูตร “หมอชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ ม้งและอิ้วเมี่ยน”ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รองศาสตราจารย์ ดร.สุภกร พงศ์บางโพธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา มอบหมายให้รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดี เป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการนี้ร่วมกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ส่วนคนที่ออกแบบหลักสูตรตัวจริงคือ ดร.นัฐพล ปันสกุล อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์



แนวคิดของ ดร.นัฐพล เรียบง่ายแต่ทรงพลัง แทนที่จะรอให้บุคลากรทางการแพทย์เดินทางขึ้นไปหาชาวบ้านที่อยู่ห่างไกล ทำไมไม่สอนให้คนในพื้นที่ดูแลกันเองไปเลย หลักสูตรนี้จึงไม่ใช่การนำองค์ความรู้สาธารณสุขสมัยใหม่ไปยัดเยียดให้ชุมชน แต่เป็นการผสมผสานความรู้ทางการแพทย์เข้ากับภูมิปัญญา และความเชื่อดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้การดูแลสุขภาพเข้าถึงง่ายและยั่งยืนจริง ไม่ใช่แค่โครงการที่เกิดขึ้นแล้วก็จบไปโดยไม่มีการต่อยอด


จากรุ่นแรก สู่การขยายผลในรุ่นที่ 2

ผ่านมาหลายเดือน ความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยพะเยาไม่ได้หยุดอยู่แค่การเปิดตัวโครงการ กุมภาพันธ์ 2569 อบจ.พะเยา เดินหน้าจัดอบรม “หมอชาวบ้าน รุ่นที่ 2” ที่อาคารคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา แบ่งเป็นสองช่วง คือวันที่ 14-15 และ 21-22 กุมภาพันธ์ นำโดยทีมวิทยากรจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมคิด จูหว้า คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ และรองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดี

สิ่งที่น่าสนใจของรุ่นที่ คือ ไม่ได้นำหลักสูตรเดิมมาสอนซ้ำ แต่ปรับปรุงเนื้อหาให้เหมาะกับบริบทของประชาชนทั่วไปในพื้นที่มากขึ้น เน้นทักษะที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เข้าใจง่าย และขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมทุกอำเภอในจังหวัด พูดให้เห็นภาพคือ โครงการที่เริ่มต้นเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์เฉพาะกลุ่ม ค่อย ๆ ขยายกลายเป็นระบบที่ครอบคลุมคนทั้งจังหวัดพะเยา

และนี่ไม่ใช่แค่การอบรมปฐมพยาบาลเบื้องต้นธรรมดา แต่เป็นการตอกย้ำสถานะของพะเยาในฐานะ “เมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับนโยบายระดับชาติอย่าง Thailand Zero Dropout ที่ไม่อยากให้ใครหลุดออกจากระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษาหรือระบบบริการสุขภาพ

คำอธิบายภาพ


จากความรู้ในห้องเรียน สู่การลงมือทำจริง

เรื่องราวไม่ได้จบลงแค่การอบรม เพราะสิ่งที่ทำให้โครงการนี้ต่างจากโครงการทั่วไป คือมหาวิทยาลัยพะเยายังคงติดตามผลอย่างต่อเนื่อง วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ทีมงานจากมหาวิทยาลัยพะเยา นำโดยรองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์ ร่วมกับนางสาวญภา วิทย์นลากรณ์ เลขานุการนายก อบจ.พะเยา และคณะ พร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นัฐพล ปันสกุล และผู้ช่วยศาสตราจารย์เนตรนภา พรหมมา อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ ลงพื้นที่จริงเพื่อติดตามและประเมินผล “หมอชาวบ้านรุ่นที่ 1

ผลที่พบเป็นเรื่องน่ายินดี หมอชาวบ้านที่ผ่านการอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพ การล้างแผล การทำแผล หรือการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปใช้ดูแลคนในชุมชนได้จริง ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงระบบบริการสุขภาพเบื้องต้นได้มากกว่าเดิม และที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชน หน่วยงานสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ทำงานประสานกันอย่างลงตัว


คำอธิบายภาพ

 

อนาคตของ "หมอชาวบ้าน"

เกือบหนึ่งปีแล้วนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ และเมื่อมองย้อนกลับไป จะเห็นว่ามหาวิทยาลัยพะเยาไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “ให้ความรู้” แล้วจบไป แต่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การออกแบบหลักสูตรร่วมกับชุมชน การจัดอบรมที่ปรับให้เข้ากับบริบทจริง ไปจนถึงการลงพื้นที่ติดตามผลด้วยตัวเอง

โมเดล “หมอชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์” จึงไม่ใช่แค่โครงการสาธารณสุขธรรมดา แต่เป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ทางวิชาการมาลงหลักปักฐานในชุมชนจริง ๆ เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีของสังคม (Societal Well-being) อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ตามแนวทางที่มหาวิทยาลัยพะเยายึดมั่น ด้วยระบบสาธารณสุขที่เป็นฐานราก เชื่อมโยงกับท้องถิ่น ให้กลายเป็นกลไกสำคัญในการดูแลคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ห่างไกล และด้วยแรงหนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่องจาก อบจ.พะเยา เพื่อจ้างงานหมอชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ รวมถึงการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เรื่องราวของ “หมอชาวบ้าน” ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง และมหาวิทยาลัยพะเยาก็ยังคงยืนอยู่เคียงข้างหมอชาวบ้าน ในฐานะแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้องค์ความรู้ทางวิชาการกลายเป็นสุขภาพที่ดีของคนในพะเยาและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างแท้จริง

 


ท้ายที่สุดแล้ว "หมอชาวบ้าน" ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของโครงการสาธารณสุขในระดับพื้นที่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพของการพัฒนาที่ยั่งยืนในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งการสร้างหลักประกันสุขภาพที่ดีให้ทุกคน (SDG 3) การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เข้าถึงได้จริง (SDG 4) การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ (SDG 10) การเสริมสร้างชุมชนที่ยั่งยืนภายใต้สถานะเมืองแห่งการเรียนรู้ (SDG 11) และการผนึกกำลังของมหาวิทยาลัย ภาครัฐท้องถิ่น และกองทุนเพื่อการศึกษา ให้กลายเป็นความร่วมมือที่ขับเคลื่อนเป้าหมายร่วมกันอย่างแท้จริง (SDG 17) เมื่อองค์ความรู้ทางวิชาการเดินทางลงไปถึงมือของคนในชุมชน สุขภาวะที่ดีจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และนี่เองคือความหมายที่แท้จริงของการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

FOLLOW UP

ติดตามข่าวสาร มพ.

Facebook Official
SOCIAL MEDIA

ติดตามผ่าน TikTok มพ.

@uptiktok2026