หลักสูตรการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะบริหารธุรกิจและนิเทศศาสตร์ โดย ดร.วารัชต์ มัธยมบุรุษ รองผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีและประธานหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและการโรงแรม และดร.นิรมล พรมนิล อาจารย์ประจำหลักสูตรการท่องเที่ยวและการโรงแรม นำนิสิตหลักสูตรการท่องเที่ยวและการโรงแรม ศึกษาดูงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และได้รับประสบการณ์ตรงจากสถานที่จริง ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจในการศึกษาเล่าเรียน ณ สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ดังนี้
วันที่ 21 มีนาคม 2566 สถานที่ที่ 1 “พระราชวังบางปะอิน” พื้นที่ของพระราชวังแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เขตพระราชฐานชั้นนอก พระราชพิธีต่าง ๆ และเขตพระราชฐานชั้นใน ใช้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ ในบริเวณพระราชวังยังมีสถานที่ท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชม เช่น หอเหมมณเฑียรเทวราช พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร สถานที่ที่ 2 “วัดพนัญเชิงวรวิหาร” ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่และวัดสำคัญวัดหนึ่งของอยุธยา โดยเฉพาะหลวงพ่อโต หรือ เจ้าพ่อซำปอกง เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ปางมารวิชัยที่นับว่าใหญ่ที่สุดในพระนครศรีอยุธยาและมีชื่อเสียง และสถานที่ที่ 3 “วัดหน้าพระเมรุราชิการาม (พระอารามหลวง)” พระประธานในอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ทรงเครื่องแบบกษัตราธิราช มีนามว่า “พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ” เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุธยาที่มีขนาดใหญ่และมีความสมบูรณ์งดงามมาก และมีพระพุทธรูปศิลาสีเขียวหรือพระคันธารราฐประทับนั่งห้อยพระบาทในวิหารสรรเพชญ์ ซึ่งอยู่ข้างพระอุโบสถ นับเป็น 1 ใน 5 องค์ที่มีอยู่ในประเทศไทย ต่อมาวันที่ 22 มีนาคม 2566 สถานที่ที่ 1 “พระบรมมหาราชวัง” พระบรมมหาราชวังเป็นพระราชนิเวศน์แห่งแรกในกรุงเทพมหานคร ราชธานีหรือเมืองหลวงใหม่ที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 1 ในปี พ.ศ. 2325 มีสถานที่ที่จะเข้าชมภายใน“พระบรมมหาราชวัง” และ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว) สถานที่ที่ 2 “วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร” (วัดแจ้ง) เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ที่อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ และได้ลงเรือบุญสืบท่าวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ล่องแม่น้ำเจ้าพระยา ชมพิพิธภัณฑ์เรือพระที่นั่ง ต่อด้วยท่าเตียน เพื่อไปวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) และวันที่ 23 มีนาคม 2566 สถานที่สุดท้ายก่อนจบทริปที่ “วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร” นำท่านเข้าชมวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม แต่เดิมนั้นมีชื่อว่า วัดแหลม หรือ วัดไทร ทอง และไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใด ต่อมาในภายหลังได้รับพระราชทานนามจาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ใหม่ว่า วัดเบญจบพิตร ซึ่งหมายถึง วัดของเจ้านาย 5 พระองค์ที่ทรงร่วมกันปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้