รถยนต์จมน้ำ: เคลมประกันอย่างไรให้ได้สิทธิครบถ้วน

รถยนต์จมน้ำ: เคลมประกันอย่างไรให้ได้สิทธิครบถ้วน
ตัวอักษร

รถยนต์จมน้ำ: เคลมประกันอย่างไรให้ได้สิทธิครบถ้วน

 

จากสถานการณ์ในช่วงฤดูฝนและมรสุม ทำให้เกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันหรือน้ำป่าไหลหลากหรือเหตุที่ทำให้เจ้าของรถจำนวนไม่น้อยเคลื่อนย้ายรถไม่ทัน เมื่อน้ำลดลง คำถามที่ตามมาเกือบทุกครั้ง คือ รถคันนี้ "ซ่อมได้" หรือต้อง "คืนทุนประกัน" เป็นประเด็นคำถามที่มักเกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทในเรื่องราคาประเมินและสิทธิตามกฎหมายระหว่างผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัยอยู่เสมอๆ บทความนี้จึงรวบรวมประด็นสำคัญๆ เพื่ออธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องและแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เจ้าของรถนำไปเป็นแนวทางการรักษาสิทธิของตนเอง นำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ รวมถึงข้อควรระวังโดยเฉพาะกรณีที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าและรถไฮบริด

หลักกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาประกันภัยและความคุ้มครองภัยน้ำท่วม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 861 บัญญัติว่า สัญญาประกันภัยคือสัญญาที่บุคคลหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตตามที่ระบุไว้ในสัญญา และบุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่าเบี้ยประกันภัย ประกันภัยรถยนต์เป็นประกันวินาศภัย ซึ่งมีบทบัญญัติเฉพาะตั้งแต่มาตรา 869 เป็นต้นไป โดยคำว่า "วินาศภัย" หมายรวมถึงความเสียหายอย่างใด ๆ ที่ประมาณเป็นเงินได้

สำหรับประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ประเภท 1 ให้ความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถจากภัยธรรมชาติและน้ำท่วมโดยตรง ส่วนประเภท 2+ และ 3+ ต้องตรวจสอบหน้าตารางกรมธรรม์ว่ามีข้อสัญญาคุ้มครองภัยธรรมชาติหรือน้ำท่วมแนบไว้หรือไม่ หากมี บริษัทประกันภัยย่อมมีหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญา

ซ่อมหรือคืนทุน: เกณฑ์การพิจารณา

ความเสียหายต่อตัวรถแบ่งเป็นสองลักษณะ "เสียหายสิ้นเชิง" กับ "ความเสียหายบางส่วน" โดยกฎหมายกำหนดเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยไว้ว่า

“กรณีรถยนต์เสียหายสิ้นเชิง บริษัทจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในตาราง

รถยนต์เสียหายสิ้นเชิง หมายถึง รถยนต์ได้รับความเสียหายจนไม่อาจซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิมได้ หรือเสียหายไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของมูลค่ารถยนต์ในขณะเกิดความเสียหาย

ในกรณีที่เอาประกันภัยไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่ารถยนต์ในขณะที่เอาประกันภัย ผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์แล้วแต่กรณี ต้องโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่บริษัททันที โดยค่าใช้จ่ายของบริษัท และให้ถือว่าการคุ้มครองรถยนต์นั้นเป็นอันสิ้นสุด”

ดังนั้น ความเสียหายสิ้นเชิง จึงหมายถึงกรณีที่รถเสียหายจนซ่อมไม่ได้ หรือซ่อมแล้วไม่ปลอดภัยต่อการใช้งาน เช่น น้ำท่วมมิดคันเป็นเวลานานจนระบบไฟฟ้า กล่อง ECU เครื่องยนต์ และโครงสร้างเสื่อมสภาพ หรือค่าซ่อมที่ประเมินถึงหรือเกินเกณฑ์ที่กรมธรรม์กำหนด บริษัทประกันภัยจะชดใช้เต็มจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุในหน้าตารางกรมธรรม์

ส่วน “ความเสียหายบางส่วน” กรมธรรม์กำหนดไว้ว่า “ในกรณีรถยนต์ได้รับความเสียหาย แต่ไม่ถึงกับเสียหายสิ้นเชิง หรือสูญหายบางส่วนบริษัทและผู้เอาประกันภัยอาจตกลงกันให้มีการซ่อม หรือเปลี่ยนรถยนต์ซึ่งมีสภาพเดียวกันแทนได้ ทั้งนี้ รวมทั้งอุปกรณ์ของ

รถยนต์นั้น หรือจะชดใช้เงินเพื่อทดแทนความเสียหายหรือสูญหายนั้นก็ได้

ในกรณีไม่สามารถตกลงจำนวนเงินเพื่อทดแทนความเสียหายได้ ให้ใช้ราคามาตรฐานที่สมาคมประกันวินาศภัยไทยร่วม กับสมาคมอู่กลางการประกันภัย และสมาคมการซ่อมรถยนต์แห่งประเทศไทยกำหนด โดยได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียน

ข้อจำกัดความรับผิดของบริษัท

ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องสั่งอะไหล่จากต่างประเทศ บริษัทรับผิดไม่เกินกว่าราคานำเข้าที่ส่งมาทางเรือ”

ดังนั้น “ความเสียหายบางส่วน” จึงหมายถึงกรณีที่รถเสียหายแต่ยังซ่อมให้กลับสู่สภาพเดิมและใช้งานได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานช่าง ค่าซ่อมที่ประเมินได้ต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าว บริษัทมีหน้าที่จัดซ่อมหรือชดใช้ค่าซ่อมตามจริง และกรรมสิทธิ์ในรถยังเป็นของผู้เอาประกันภัยตามเดิม

ตัวอย่างประกอบ สมมติกรมธรรม์ระบุทุนประกันภัย 500,000 บาท เส้นแบ่งร้อยละ 70 จะอยู่ที่ 350,000 บาท หากอู่ประเมินค่าซ่อมได้ 180,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าเส้นแบ่ง บริษัทต้องจัดซ่อมให้รถกลับสู่สภาพเดิม แต่หากช่างตรวจพบว่าระบบสมองกลและระบบไฟฟ้าเสียหายทั้งคัน ค่าซ่อมประเมินที่ 400,000 บาท ซึ่งเกินเส้นแบ่ง ย่อมเข้าลักษณะความเสียหายสิ้นเชิง บริษัทต้องชดใช้ 500,000 บาท ตามทุนประกัน

ทั้งนี้ ค่าสินไหมทดแทนต้องสัมพันธ์กับความเสียหายจริง ป.พ.พ. มาตรา 877 กำหนดให้ผู้รับประกันภัยชดใช้ตามจำนวนวินาศภัยอันแท้จริง โดยตีราคา ณ สถานที่และเวลาที่เกิดเหตุ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยเป็นหลักประมาณที่ถูกต้อง และไม่ให้คิดค่าสินไหมทดแทนเกินจำนวนเงินเอาประกันภัย

การโอนกรรมสิทธิ์ซากรถ

หลักสำคัญของการประกันวินาศภัยคือการบรรเทาความเสียหาย ไม่ใช่การให้ผู้ใดได้กำไร ดังนั้นเมื่อบริษัทชดใช้ในกรณีสูญเสียสิ้นเชิงแล้ว ผู้เอาประกันภัยต้องโอนกรรมสิทธิ์ซากรถให้แก่บริษัทประกันภัย โดยบริษัทเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการโอน เพราะหากผู้เอาประกันภัยได้ทั้งเงินเต็มทุนและครอบครองซากรถไปจำหน่ายต่อ ก็จะได้รับประโยชน์เกินกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เมื่อจ่ายเงินและรับมอบซากแล้ว ความคุ้มครองสำหรับรถคันนั้นย่อมสิ้นสุดลง

กรณีรถยังผ่อนชำระอยู่

หากรถยังอยู่ในสัญญาเช่าซื้อ ไฟแนนซ์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้เช่าซื้อมีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์เท่านั้น เงินค่าสินไหมทดแทนกรณีสูญเสียสิ้นเชิงจึงมักจ่ายให้ไฟแนนซ์ในฐานะผู้รับประโยชน์ก่อน เพื่อนำไปหักชำระหนี้ปิดบัญชี

ประเด็นสำคัญ

หากเงินประกันมากกว่ายอดหนี้ ส่วนต่างที่เหลือไฟแนนซ์ต้องคืนให้ผู้เช่าซื้อ เช่น ได้รับ 500,000 บาท ยอดปิดบัญชี 350,000 บาท ผู้เช่าซื้อมีสิทธิได้รับคืน 150,000 บาท

ผู้เช่าซื้อไม่ควรคำนวณยอดปิดบัญชีด้วยตนเอง เนื่องจากประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา กำหนดให้การคิดยอดปิดบัญชีต้องมีส่วนลดดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ตามอัตราที่ประกาศกำหนด จึงควรขอเอกสารยืนยันยอดปิดบัญชีสุทธิจากไฟแนนซ์โดยตรง

หากเงินประกันน้อยกว่ายอดหนี้ และรถเสียหายสิ้นเชิงจากอุทกภัยโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 ห้ามไม่ให้สัญญากำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตามสัญญา เว้นแต่ค่าใช้จ่ายบางรายการที่ประกาศกำหนด เช่น ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายที่ไฟแนนซ์จ่ายไปจริงโดยประหยัด ดังนั้น หากไฟแนนซ์เรียกให้ชำระส่วนต่างระหว่างเงินประกันกับยอดหนี้ ผู้เช่าซื้อไม่ควรชำระทันที ควรขอรายละเอียดการคิดยอดเป็นหนังสือและตรวจว่าเป็นรายการที่ประกาศอนุญาตหรือไม่ หากไม่แน่ใจ สามารถปรึกษาสายด่วน สคบ. 1166 หรือคลินิกกฎหมายได้

รถยนต์ไฟฟ้าและรถไฮบริด: ประเด็นที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถไฮบริดมีจำนวนมากขึ้นบนท้องถนน หลายคนกังวลว่ารถที่มีแบตเตอรี่แรงดันสูงจะอันตรายหรือเคลมยากกว่ารถน้ำมันหรือไม่ หลักกฎหมายประกันภัยที่กล่าวมาข้างต้นยังใช้เหมือนเดิม แต่มีประเด็นเฉพาะที่ควรรู้ดังนี้

ความปลอดภัยต้องมาก่อนการเคลม รถ EV และไฮบริดมีแบตเตอรี่และสายไฟแรงดันสูง เมื่อจมน้ำอาจมีความเสี่ยงไฟฟ้ารั่วหรือไฟฟ้าช็อต และแบตเตอรี่ที่เสียหายอาจเกิดความร้อนสูงจนลุกไหม้ได้ แม้น้ำลดไปแล้วหลายชั่วโมงหรือหลายวัน จึงไม่ควรเข้าใกล้ สัมผัสตัวรถขณะยังเปียก เสียบชาร์จ หรือพยายามสตาร์ตรถเอง ควรแจ้งบริษัทประกันภัยหรือศูนย์บริการของยี่ห้อรถ และแจ้งให้ผู้ให้บริการรถยกทราบล่วงหน้าว่าเป็นรถไฟฟ้า เพื่อให้จัดการอย่างถูกวิธี หากมีควัน กลิ่นไหม้ หรือเสียงผิดปกติ ให้ถอยห่างและแจ้งหน่วยดับเพลิง

แบตเตอรี่แรงดันสูงกับเกณฑ์ซ่อมหรือคืนทุน แบตเตอรี่เป็นชิ้นส่วนที่มีราคาสูงมาก และมักเปลี่ยนเป็นชุดทั้งก้อนหรือเป็นโมดูล ในทางปฏิบัติ เมื่อแบตเตอรี่แรงดันสูงหรือระบบควบคุมไฟฟ้าถูกน้ำเข้า ค่าซ่อมมีโอกาสสูงถึงเกณฑ์ความเสียหายสิ้นเชิงได้ง่ายกว่ารถน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินขึ้นอยู่กับระดับน้ำ ระยะเวลาที่แช่ และผลตรวจของศูนย์บริการ ไม่มีสูตรตายตัว หากบริษัทประเมินว่าซ่อมได้ ผู้เอาประกันภัยควรขอเอกสารผลตรวจแบตเตอรี่และความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าจากศูนย์บริการของยี่ห้อรถ และสอบถามเงื่อนไขการรับประกันชิ้นส่วนที่เปลี่ยนหรือซ่อม เพราะหากซ่อมแล้วเกิดปัญหาภายหลัง การพิสูจน์สาเหตุจะยากขึ้น

ตรวจให้ชัดว่าความคุ้มครองครอบคลุมแบตเตอรี่หรือไม่ กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าของแต่ละบริษัทอาจกำหนดเงื่อนไขต่างกัน เช่น ให้ความคุ้มครองแบตเตอรี่แรงดันสูงเป็นส่วนหนึ่งของตัวรถ หรือกำหนดเงื่อนไข วงเงิน หรือข้อยกเว้นเฉพาะ ผู้เอาประกันภัยจึงควรตรวจหน้าตารางและเงื่อนไขกรมธรรม์ในประเด็นต่อไปนี้ ก่อนเกิดเหตุหากทำได้

  • แบตเตอรี่แรงดันสูงอยู่ในความคุ้มครองตัวรถหรือไม่ และมีข้อจำกัดกรณีน้ำท่วมหรือไม่
  • กรณีรถจมน้ำ ความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ควบคุมได้รับความคุ้มครองเพียงใด
  • สายชาร์จ เครื่องชาร์จแบบพกพา และสถานีชาร์จที่บ้าน (Wall Charger) ได้รับความคุ้มครองหรือไม่ หลายกรมธรรม์ระบุเป็นความคุ้มครองเพิ่มเติมหรือมีวงเงินแยกต่างหาก
  • ข้อยกเว้นเกี่ยวกับการชาร์จหรือใช้งานรถขณะน้ำท่วม

นอกจากนี้ ต้องแยกพิจารณาให้ชัดระหว่าง "การรับประกันแบตเตอรี่ของผู้ผลิต" กับ "การคุ้มครองของประกันภัย" ผู้ผลิตมักไม่รับประกันความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติ ซึ่งหมายความว่ากรมธรรม์ประกันภัยเป็นที่พึ่งหลักในกรณีนี้

ข้อสังเกตเรื่องมูลค่ารถ รถ EV บางรุ่นมีราคาตลาดเปลี่ยนแปลงเร็ว ซึ่งอาจกระทบการประเมินมูลค่าความเสียหายจริง ณ เวลาที่เกิดเหตุตามมาตรา 877 แม้กฎหมายจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทุนประกันที่ระบุเป็นหลักประมาณที่ถูกต้อง แต่หากทุนประกันสูงกว่ามูลค่าตลาดขณะเกิดเหตุมาก บริษัทอาจโต้แย้งได้ ผู้เอาประกันภัยควรเก็บหลักฐานราคาซื้อขายรถรุ่นและสภาพเดียวกันไว้เพื่อใช้ประกอบหากจำเป็น

ปัญหาการประวิงเวลาจ่ายค่าสินไหมทดแทน

ปัญหาที่พบบ่อยคือ บริษัทขอเอกสารเพิ่มซ้ำหลายรอบ เลื่อนนัด หรือไม่ให้คำตอบที่ชัดเจน กฎหมายวางหลักไว้สองระดับ

ระดับแรกคือกรอบเวลา ตามประกาศ คปภ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการชดใช้เงินหรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยของบริษัทประกันวินาศภัย เมื่อผู้เอาประกันภัยลงนามตกลงค่าสินไหมทดแทนและส่งมอบเอกสารหลักฐานครบถ้วนแล้ว บริษัทต้องจ่ายให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน

ระดับที่สองคือข้อห้าม พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 มาตรา 36 ห้ามบริษัทประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือการคืนเบี้ยประกันภัยโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร โดยมีประกาศกระทรวงพาณิชย์ที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ถือว่าเป็นการประวิงไว้ด้วย พฤติการณ์ที่อาจเข้าข่าย เช่น ได้รับเอกสารครบแล้วแต่ไม่พิจารณาโดยไม่มีเหตุผล ปฏิเสธการจ่ายโดยไม่มีข้อต่อสู้ที่รับฟังได้ หรือประเมินค่าซ่อมต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมากเพื่อให้ผู้เอาประกันภัยยอมรับเงินที่ไม่เป็นธรรม การประวิงการจ่ายมีโทษปรับตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีรายงานข่าวระบุว่าปรับไม่เกิน 500,000 บาท และปรับรายวันต่อเนื่องไม่เกินวันละ 20,000 บาทจนกว่าจะชำระ นอกจากนี้ หากบริษัทจ่ายล่าช้า ผู้เอาประกันภัยยังมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายได้

เมื่อไม่เห็นด้วยกับผลการประเมิน: แนวทางรักษาสิทธิ

ข้อพิพาทที่พบจริงมักเป็นกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเห็นว่ารถเสียหายหนักจนควรเป็นสูญเสียสิ้นเชิง แต่บริษัทประเมินค่าซ่อมไว้ต่ำจนเข้าลักษณะซ่อมได้ แนวทางที่แนะนำมี 4 ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1 รวบรวมพยานหลักฐานและขอความเห็นที่สอง ควรถ่ายภาพและวิดีโอระดับน้ำ คราบน้ำในห้องโดยสาร ห้องเครื่อง และใต้ท้องรถ (ถ่ายจากระยะที่ปลอดภัย) ขอสำเนารายการประเมินและรายการอะไหล่จากบริษัท และนำรถเข้าตรวจที่ศูนย์บริการของยี่ห้อรถหรืออู่มาตรฐาน เพื่อให้ออกเอกสารประเมินสภาพและใบเสนอราคา โดยเฉพาะระบบเกี่ยวกับความปลอดภัย เช่น ระบบเบรก ABS ถุงลมนิรภัย กล่อง ECU และสายไฟทั้งคัน ซึ่งจะใช้เป็นพยานหลักฐานหักล้างการประเมินของบริษัทได้ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการตีราคาวินาศภัย ป.พ.พ. มาตรา 878 กำหนดให้ผู้รับประกันภัยเป็นผู้ออก

ขั้นตอนที่ 2 ทำหนังสือโต้แย้งเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งถึงฝ่ายสินไหมทดแทนของบริษัท ควรส่งทางไปรษณีย์ตอบรับเพื่อเป็นหลักฐานวันที่บริษัทได้รับ แนบใบเสนอราคาจากศูนย์บริการ ระบุเหตุผลทางเทคนิคว่าเหตุใดจึงซ่อมให้ปลอดภัยไม่ได้ และกำหนดเวลาให้ตอบกลับอย่างสมเหตุสมผล เช่น 7 ถึง 15 วัน

ขั้นตอนที่ 3 ใช้กลไกของสำนักงาน คปภ. ผู้เอาประกันภัยร้องเรียนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่สำนักงาน คปภ. ในพื้นที่หรือสายด่วน 1186 เจ้าหน้าที่จะนัดคู่กรณีเจรจาไกล่เกลี่ย ซึ่งข้อพิพาทจำนวนมากยุติได้ในชั้นนี้ หากไม่สำเร็จ สามารถเลือกระงับข้อพิพาทด้วยอนุญาโตตุลาการของ คปภ. ซึ่งรวดเร็วและมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการฟ้องคดี คำชี้ขาดมีผลผูกพันคู่กรณี แต่หากอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตาม ผู้ชนะต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้บังคับตามคำชี้ขาด

ขั้นตอนที่ 4 ฟ้องคดีต่อศาลตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาล และสามารถฟ้องด้วยวาจาหรือให้เจ้าพนักงานคดีช่วยจัดทำคำฟ้องได้โดยไม่ต้องมีทนายความ นอกจากนี้ มาตรา 29 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจมีภาระพิสูจน์ในข้อเท็จจริงบางประเภทที่ตนอยู่ในฐานะรู้ดีกว่า เช่น เรื่องเกี่ยวกับการผลิต การประกอบ ความปลอดภัย หรือคุณภาพของสินค้าหรือบริการ ซึ่งมีขอบเขตตามที่กฎหมายกำหนด และมาตรา 42 ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจที่กระทำโดยจงใจให้ผู้บริโภคเสียหาย หรือกระทำโดยไม่สุจริต จ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นได้ โดยหลักไม่เกินสองเท่าของความเสียหายที่แท้จริง และหากเป็นกรณีกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบหรือฝ่าฝืนอย่างร้ายแรง ศาลอาจสั่งเพิ่มได้ถึงไม่เกินห้าเท่า

ข้อควรระวัง: การแจ้งเหตุ อายุความ และข้อยกเว้นความคุ้มครอง

แจ้งวินาศภัยโดยไม่ชักช้า ป.พ.พ. มาตรา 881 กำหนดให้ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ที่ทราบความวินาศภัยต้องบอกกล่าวแก่ผู้รับประกันภัยโดยไม่ชักช้า หากไม่ทำ บริษัทอาจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดจากการนั้นได้ เว้นแต่อีกฝ่ายจะพิสูจน์ได้ว่าไม่สามารถปฏิบัติได้ จึงควรแจ้งเคลมทันทีที่ทำได้

อายุความ ป.พ.พ. มาตรา 882 ห้ามฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเมื่อพ้นสองปีนับแต่วันวินาศภัย หากปล่อยให้การเจรจายืดเยื้อเกินกำหนด สิทธิเรียกร้องอาจขาดอายุความ จึงควรยื่นหนังสือหรือคำร้องเรียนเป็นลายลักษณ์อักษรให้เร็วที่สุด

ข้อยกเว้นความคุ้มครอง ป.พ.พ. มาตรา 879 ให้ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดหากวินาศภัยเกิดจากความทุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ นอกจากนี้ ต้องพิจารณาข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยด้วยจึงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเงื่อนไขในกรมธรรม์ ผู้เอาประกันภัยควรอ่านข้อยกเว้นในกรมธรรม์ของตนให้ชัดเจน

 

สิ่งที่ควรทำทันทีเมื่อรถจมน้ำ

1.       ไม่สตาร์ตเครื่องยนต์ และไม่เปิดระบบไฟของรถ เพราะน้ำที่เข้าห้องเผาไหม้อาจทำให้เครื่องพังทันที และอาจกระทบสิทธิเคลมตามข้อยกเว้นในกรมธรรม์

2.       สำหรับรถ EV และไฮบริด ห้ามเสียบชาร์จ ห้ามสัมผัสสายไฟหรือชิ้นส่วนสีส้ม (สายไฟแรงดันสูง) และอย่าเข้าใกล้ตัวรถขณะยังเปียกหรือมีน้ำท่วมขัง ให้แจ้งบริษัทประกันภัยและศูนย์บริการว่าเป็นรถไฟฟ้า

3.       ถ่ายภาพและวิดีโอหลักฐานก่อนเคลื่อนย้ายรถ ทั้งภายนอก ภายใน และระดับน้ำโดยรอบ โดยถ่ายจากระยะที่ปลอดภัย

4.       แจ้งเคลมกับบริษัททันที และใช้รถยกแบบสไลด์ออน ไม่ควรลากจูงเอง เพราะอาจทำให้ระบบส่งกำลังหรือมอเตอร์ไฟฟ้าเสียหายเพิ่ม สำหรับรถไฟฟ้า ควรแจ้งผู้ให้บริการรถยกล่วงหน้าเพื่อให้เตรียมวิธีจัดการที่เหมาะสม

5.       หลังขนย้ายแล้ว ไม่ควรเก็บรถ EV หรือไฮบริดที่จมน้ำไว้ในอาคารหรือใกล้บ้านเรือน หากบริษัทหรือศูนย์บริการยังไม่ได้ตรวจแบตเตอรี่

ช่องทางขอรับคำปรึกษา

  • สายด่วน คปภ. โทร. 1186, LINE Official Account คปภ. @OICCONNECT
  • คลินิกกฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา โทร 064-466666 ต่อมาที่เบอร์ 1619 หรือโทร 083-2566446
  • ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค จังหวัดพะเยา โทรศัพท์ 084-8046444 / 054-458757
  • สภาองค์กรของผู้บริโภค สายด่วน 1502
  • สายด่วน สคบ. โทร. 1166

 

FOLLOW UP

ติดตามข่าวสาร มพ.

Facebook Official
SOCIAL MEDIA

ติดตามผ่าน TikTok มพ.

@uptiktok2026