เมื่อเราเดินทางไปเพื่อกลับมา เรื่องเล่าจากเชียงตุงถึงศรีจอมเรือง

เมื่อเราเดินทางไปเพื่อกลับมา เรื่องเล่าจากเชียงตุงถึงศรีจอมเรือง
ตัวอักษร

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้บังเอิญไปสะดุดกับโพสต์ใน Facebook ของนักวิจัยท่านหนึ่งจากสาขาการสื่อสารสื่อใหม่ คณะบริหารธุรกิจและนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา แล้วอ่านไม่หยุดเลย เพราะมันไม่ได้เป็นงานวิชาการแห้ง ๆ แต่มันคือเรื่องเล่าที่มีชีวิตทำให้เรามองเห็นวัฒนธรรมผ่านตัวหนังสือได้เลยทีเดียว

ท่านชื่อ ผศ.ดร.ณปภา สุวรรณรงค์ หนึ่งในทีมนักวิจัยที่ทำโครงการ “การยกระดับทุนวัฒนธรรมชาติพันธุ์ไทใหญ่สู่การท่องเที่ยวเชิงอาหาร” ณ เชียงตุงและวัดศรีจอมเรือง จังหวัดพะเยา และสิ่งที่เธอเขียนไว้ทำให้เราคิดตามมากเลยทีเดียว




ไม่ใช่แค่ไปเที่ยว... แต่ไปฟังเสียงรากเหง้า

เรื่องทั้งหมดเริ่มจากชุมชนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง คือชุมชนวัดศรีจอมเรือง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ที่นั่นมีผู้คนเชื้อสายไทใหญ่อาศัยอยู่มาหลายรุ่น บรรพบุรุษอพยพมาและตั้งถิ่นฐานในพื้นที่นี้ ได้หลอมรวมหลายสิ่งหลายอย่างกับผืนดินพะเยา และใช้ชีวิตต่อมาจนถึงทุกวันนี้

แต่เมื่อเวลาผ่านไป บางอย่างก็เริ่มเลือนหายไป ผศ.ดร.ณปภาเขียนไว้ว่า “บางคำพูดเริ่มเลือน บางรสชาติเริ่มหาย บางพิธีกรรมเหลือเพียงความทรงจำของผู้เฒ่าผู้แก่” นั่นจึงเป็นที่มาของการพาลูกหลานชุมชนศรีจอมเรืองเดินทางไปยัง “เชียงตุง” เป็นเมืองที่อยู่กลางหุบเขาในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งถือเป็นรากของวัฒนธรรมไทใหญ่


ภาพที่ 1
ชุมชนในเชียงตุง
ภาพที่ 2
ผศ. ดร.ณปภา สุวรรณรงค์



"เชียงตุง" เหมือนกระจกบานใหญ่

         สิ่งที่น่าสนใจมากคือมุมมองของการเดินทางในครั้งนี้ ทีมวิจัยไม่ได้พาทุกคนไป “ดูแค่ของเก่า ๆ” ที่อยู่ตามบ้านเรือนต่าง ๆ แต่พาไป “ส่องกระจก” เพื่อย้อนมองรากเหงาของตนเอง “เชียงตุงไม่ใช่เพียงเมืองสวยกลางหุบเขา แต่เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำ เป็นเหมือนกระจกบานหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า วัฒนธรรมไทใหญ่ที่เรามีอยู่นั้น มีที่มา มีเรื่องราว และมีชีวิตอย่างไร”

ทีมนักวิจัยได้พาทุกคนเดินกาดเช้าในชุมชนเพื่อชมผ้าทอ ลิ้มรสอาหารสังเกตวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ และพาตัวแทนจากชุมชนไปศึกษากระบวนการผลิตอาหารพื้นถิ่น ตั้งแต่ข้าวแรมฟืน ข้าวซอยน้อย น้ำพริกบาลาฉ่อง ไส้อั่วเชียงตุง ไปจนถึงหมู่บ้านที่ยังคงสืบทอดการทำถั่วเน่าแผ่นแบบดั้งเดิม

 แต่สิ่งที่ทำให้คนในชุมชนศรีจอมเรืองถึงกับอึ้ง ไม่ใช่เพราะความแปลกใหม่ หากเป็นเพราะหลายสิ่งที่พบเห็นนั้น คุ้นเคยอยู่ในความทรงจำของพวกเค้ามาก่อนแล้ว แต่การมาในครั้งนี้ทำให้ภาพที่เลือนลางในความทรงจำกลับชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง



ภาพที่ 1
บรรยากาศในเชียงตุง
ภาพที่ 2
บรรยากาศในเชียงตุง



ประโยคเล็ก ๆ ที่มีความหมายยิ่งใหญ่

     
เมื่อตัวแทนชาวบ้านจากชุมชนศรีจอมเรืองได้เห็น ได้ลอง ได้สัมผัสวัฒนธรรมไทใหญ่ที่ยังมีชีวิตอยู่ที่เชียงตุง พวกเขาเริ่มพูดขึ้นมาเองว่า

“อันนี้เหมือนบ้านเฮาเลย” (สิ่งนี้เหมือนกับที่บ้านของเราเลย)

“อันนี้ลุงก็เคยเล่า” (เรื่องนี้ลุงก็เคยเล่าให้ฟัง)

“อันนี้น่าจะเอากลับไปทำที่บ้านเฮาได้” (สิ่งนี้น่าจะนำกลับไปทำที่บ้านของเราได้)

ผศ. ดร.ณปภาบอกว่า ประโยคเหล่านี้อาจจะดูธรรมดา แต่นี่คือช่วงเวลาที่วัฒนธรรมเริ่มกลับมามีลมหายใจอีกครั้ง ผู้เขียนได้อ่านแล้วก็เห็นด้วยเป็นอย่างมาก เพราะมันไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่มันคือ “การจดจำ” ที่ฝังอยู่ในตัวของคน และรอแค่ให้มีบางสิ่ง มากระตุ้นให้มันตื่นขึ้นก็เท่านั้น




กาดวัฒนธรรม มากกว่าแค่ตลาด

สิ่งที่ทีมนักวิจัยฝันถึงหลังกลับจากเชียงตุงคือ “กาดวัฒนธรรมศรีจอมเรือง” และนี่ไม่ใช่แค่ตลาดนัดธรรมดา ผศ.ดร.ณปภาเขียนไว้อย่างสวยงามว่า “กาดวัฒนธรรมศรีจอมเรืองควรเป็นมากกว่ากาด แต่เป็นเวทีของรากเหง้า เป็นพื้นที่ที่อาหารหนึ่งจานเล่าเรื่องบรรพบุรุษได้ ผ้าหนึ่งผืนเล่าเส้นทางการเดินทางของผู้คนได้ บทเพลงหนึ่งบท สามารถปลุกทุกความทรงจำของชุมชนได้”

เมื่อฟังดูแล้วโรแมนติกมาก แต่ความจริงมันคือเป้าหมายเชิงการวิจัยที่จับต้องได้ เพราะทีมวิจัยได้วางแนวคิดนี้ไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่โซนอาหารพื้นถิ่น โซนสาธิตการทำอาหาร ไปจนถึงโซนเล่าเรื่อง (Storytelling) เพื่อดึงนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสวัฒนธรรมแบบมีความหมาย ไม่ใช่แค่ซื้อของแล้วจากไปเท่านั้น




บทเรียนที่ใช้ได้กับทุกชุมชน

         สิ่งที่ผู้เขียนชอบที่สุดจากเรื่องเล่าของ ดร.ณปภา คือวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังการเดินทางครั้งนี้ ท่านพูดไว้ว่า “วัฒนธรรมจะไม่อยู่รอดเพียงเพราะถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่วัฒนธรรมจะอยู่รอด เมื่อผู้คนหยิบมันกลับมาใช้ เล่า ทำ กิน ใส่ ร้อง เล่น และแบ่งปันกันในชีวิตจริง”

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของชุมชนไทใหญ่ที่พะเยาเท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องของทุก ๆ ชุมชนในโลกที่กำลังพยายามดำรงและรักษาสิ่งที่บกบอกตัวตนของตัวเอง ท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีการเปลี่ยนแปลงที่ไหลเร็วและหากไม่รักษาไว้เกิดสูญหายก็ไม่สามารถย้อนสิ่งเหล่านั้นกลับมาได้แน่นอน และบางทีคำตอบก็ไม่ได้อยู่ที่การอนุรักษ์อย่างเคร่งครัด แต่อยู่ที่การพาคนกลับไปสัมผัส แล้วปล่อยให้พวกเขาตัดสินใจเองว่า อยากจะหยิบอะไรกลับมา

ผู้เขียนเองก็อยากตามติดงานวิจัยชิ้นนี้ต่อไปมาก ๆ เพราะถ้า “กาดวัฒนธรรมอาหารเงี้ยว” ที่กำลังจะจัดขึ้นที่ชุมชนศรีจอมเรืองเกิดขึ้นได้จริง มันน่าจะเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ไม่ได้แค่จะขายความเก่าแก่ของชุมชนหรือวัฒนธรรม แต่กำลังสร้างอนาคตบนรากฐานที่มีอยู่จริง 

ผศ.ดร.ณปภายังกล่าวทิ้งท้ายไว้อีกว่า “บางครั้ง เราต้องเดินทางไกล เพื่อกลับมาเข้าใจว่า สิ่งที่มีค่าที่สุด อาจอยู่ในชุมชนของเรามาตลอดแล้ว” ผู้เขียนคิดว่า นี่คือประโยคที่สรุปทุกอย่างได้ดีที่สุดแล้ว และขอขอบคุณ ผศ.ดร.ณปภา สุวรรณรงค์ สำหรับเรื่องเล่าดี ๆ ที่พาเราย้อนกลับไปมองคุณค่าของรากเหง้าในครั้งนี้ครับ



ข้อมูล: เรื่องเล่าจากโพสต์ Facebook เรื่อง ศรีจอมเรือง สู่เชียงตุง การเดินทางกลับไปหาหัวใจของรากเหง้า โดย ผศ. ดร.ณปภา สุวรรณรงค์ หนึ่งในทีมนักวิจัยที่ทำโครงการ "ยกระดับทุนวัฒนธรรมชาติพันธุ์ไทใหญ่สู่การท่องเที่ยวเชิงอาหาร" สาขาการสื่อสารสื่อใหม่ คณะบริหารธุรกิจและนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

เขียน/เรียบเรียง: บรรเจิด หงษ์จักร นักประชาสัมพันธ์ งานสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยพะเยา

FOLLOW UP

ติดตามข่าวสาร มพ.

Facebook Official
SOCIAL MEDIA

ติดตามผ่าน TikTok มพ.

@uptiktok2026