สงกรานต์ มากกว่าความสนุก... แต่คือการสืบสานประเพณีไทย


สงกรานต์ มากกว่าความสนุก... แต่คือการสืบสานประเพณีไทย
    

          ถ้าเรานึกภาพของสงกรานต์ที่ทั้งคนไทยและต่างชาติคุ้นเคยกันก็คือการสาดน้ำอย่างสนุกสนาน อีกมุมหนึ่งคือการเดินทางกลับบ้านเพื่อกลับไปหาครอบครัวที่เรารัก แต่จริง ๆ แล้ว สงกรานต์มีความลึกซึ้งมากกว่านั้น และยิ่งได้มารู้จักกับสงกรานต์ในแบบของภาคเหนือแล้ว ยิ่งรู้สึกว่า เราอาจยังไม่รู้จักเทศกาลนี้ดีพอเลยก็ว่าได้ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงสงกรานต์ วันที่ 13 – 15 เมษายนนี้ จึงอยากพามาทำความรู้จักกับคำว่า "สงกรานต์" ให้มากขึ้นอีกหน่อย

สงกรานต์มาจากไหน?


        คำว่า "สงกรานต์" มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า "ผ่าน" หรือ "เคลื่อนย้ายไป" ซึ่งในบริบทนี้หมายถึงการที่พระอาทิตย์เคลื่อนย้ายเข้าสู่ราศีเมษ ถือเป็นการเคลื่อนที่สำคัญ จึงเรียกว่า "มหาสงกรานต์"¹ พูดง่าย ๆ ก็คือวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินดาราศาสตร์แบบโบราณนั่นเอง

        ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยตรงกับวันขึ้น ค่ำ เดือน ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน รัฐบาลในขณะนั้น จึงได้กำหนดให้วันที่ เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2432 เป็นต้นมา² ก่อนที่ต่อมาจะเปลี่ยนมาใช้วันที่ มกราคมตามสากลในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่เทศกาลสงกรานต์ก็ยังคงอยู่ในใจของคนไทยทุกคนมาจนถึงทุกวันนี้

สงกรานต์ของแต่ละภาค ไม่เหมือนกันเลย


        พอพูดถึงสงกรานต์ คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่รู้ว่าสงกรานต์ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นแบบ "ภาคกลาง" ที่แพร่หลายออกไปจนหลายคนคิดว่านี่คือสงกรานต์ทั้งหมดของประเทศ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว แต่ละภาคมีหน้าตาของเทศกาลนี้แตกต่างกันออกไป³

ภาคกลาง ชาวบ้านส่วนใหญ่จะประกอบกิจกรรมทางศาสนาเป็นหลัก มีการสรงน้ำพระพุทธรูป ทำบุญ เข้าวัดฟังธรรม รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อแสดงความกตัญญู รวมทั้งการก่อกองทรายหรือนำกองทรายเข้าวัด ซึ่งถือเป็นกุศโลบายเพื่อสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน³ และแน่นอนที่สุด การสาดน้ำสนุกสนานที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของสงกรานต์ไทยในสายตาคนทั่วโลก

ภาคอีสาน ต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด คนอีสานจะเรียกประเพณีสงกรานต์ว่า "บุญเดือนห้า" หรือ "ตรุษสงกรานต์" สะท้อนให้เห็นเลยว่าสำหรับชาวอีสาน นี่คือ "งานบุญ" มากกว่า "งานสนุก" พิธีบายศรีสู่ขวัญเป็นสิ่งที่ทำกันในวันที่คนในครอบครัวกลับมาสู่บ้าน เพื่อกล่าวขอขมาลาโทษผู้หลักผู้ใหญ่ และเสริมความโชคดีตลอดทั้งปี³ นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาล คนที่ไปทำงานยังต่างถิ่นจะเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อรวมญาติและทำบุญอัฐิบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เรียกว่า "สักอนิจจา" ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีในภาคอื่น

ทางภาคใต้ มีมุมมองต่างออกไปอีก ชาวภาคใต้ถือเอาวันแรกของสงกรานต์เป็น "วันส่งเจ้าเมืองเก่า" โดยจะทำพิธีสะเดาะเคราะห์สิ่งไม่ดีออกไป วันที่สองเรียกว่า "วันว่าง" เชื่อว่ายังไม่มีเทวดามารักษาเมือง ชาวบ้านจะไปทำบุญตักบาตรที่วัด และวันสุดท้ายเป็น "วันรับเจ้าเมืองใหม่" จะทำพิธีต้อนรับเทวดาองค์ใหม่ด้วยการแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างสวยงาม ฟังดูแล้วคล้าย ๆ เป็นการเปลี่ยนผลัดยามของเทวาอารักษ์ที่หมดหน้าที่ประจำปีนี้ แล้วต้อนรับองค์ใหม่ที่จะมาประจำการเลยทีเดียว

จะเห็นว่าแม้จะเป็นช่วงเวลาเดียวกัน แต่ทุกภาคต่างก็มีวิธีบอกเล่าความหมายของการก้าวข้ามปีด้วยภาษาและความเชื่อของตนเอง และในบรรดาทั้งหมดนั้น ภาคเหนือนับว่ามีเรื่องราวที่น่าสนใจที่สุดอีกภาคหนึ่ง

ภาคเหนือ ปี๋ใหม่เมือง ที่ไม่ใช่แค่ "สงกรานต์"


        ถ้าจะพูดถึงภาคเหนือ อยากให้เข้าใจก่อนว่า คนภาคเหนือตามภาษาถิ่นจะเรียกแทนตัวเองว่า "คนเมือง" ดังนั้นจึงไม่ได้พูดคำว่า "สงกรานต์" เลย แต่จะเรียกกันว่า "ปี๋ใหม่เมือง" มากกว่า และจะเรียกวันขึ้นต้นปี คือ มกราคมว่า "ปี๋ใหม่ไทย" แทน อาจจะฟังดูเล็กน้อย แต่นี่คือตัวตนของคนเหนือเลย ทุกอย่างมีชื่อเรียก มีความหมายเป็นของตัวเอง

        ชาวล้านนาจะเรียกเทศกาลนี้ว่า "ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง" และวันแรกของประเพณีซึ่งตรงกับวันที่ 13 เมษายน เรียกว่า "วันสังขานต์ล่อง" คือวันที่สิ้นสุดศักราชเก่า

        แต่ละวันในเทศกาลนี้มีชื่อและความหมายเฉพาะตัว ไม่ใช่แค่ "วันหยุด" ธรรมดา ๆ ในตอนเช้าของวันสังขานต์ล่อง ชาวล้านนาจะยิงปืนหรือจุดประทัด เพื่อเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้ายในปีเก่าให้พ้นไป แล้วก็ทำความสะอาดบ้าน ทำความสะอาดร่างกาย แล้วแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าใหม่เพื่อต้อนรับปีใหม่

        วันที่ 14 เมษายน จะเรียกว่า "วันดา" คือวันที่เตรียมงาน เตรียมของต่าง ๆ เช่น เครื่องสังฆทาน อาหารที่จะไปทำบุญ และใช้ในวันพญาวัน ช่วงบ่ายจะมีการขนทรายจากแม่น้ำไปไว้ที่วัดใกล้บ้าน มีการก่อเจดีย์ทรายตามลานวัด และเตรียมตัดกระดาษสีต่าง ๆ มาทำตุงหรือธงที่มีขนาดเล็ก เพื่อนำไปปักตกแต่งเจดีย์ทรายให้สวยงาม

        และวันที่สำคัญที่สุดคือวันที่ 15 เมษายน หรือ "วันพญาวัน" ถือเป็นวันเริ่มศักราชใหม่ ชาวบ้านจะทำบุญตักบาตร เข้าวัดฟังเทศนาธรรม อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว จากนั้นจะสรงน้ำพระเจดีย์ พระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง พระสงฆ์ รวมไปถึงรดน้ำดำหัวครูบาอาจารย์ ผู้ที่เคารพนับถือ หรือบุคคลสำคัญในชุมชน

       และยังมีประเพณีพิเศษที่ไม่มีในภาคอื่น คือ "การดำหัว" น้ำที่ใช้รดในพิธีดำหัวจะเรียกว่า "น้ำขมิ้นส้มป่อย" คือน้ำเปล่าสะอาดที่ใส่ส่วนผสม คือดอกไม้แห้งที่มีกลิ่นหอม เช่น สารภี หรือดอกคำฝอย และผักส้มป่อย การดำหัวเป็นวัฒนธรรมอันสูงยิ่งของภาคเหนือ เป็นการแสดงออกถึงการขออภัย การให้อภัย การแสดงความเคารพนับถือกันและกัน และจิตใจอันเปี่ยมไปด้วยคารวะไมตรี ความรักใคร่สามัคคีในหมู่คณะ

ม.พะเยา กับ "ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง" ที่จริงจังและงดงาม


        มหาวิทยาลัยพะเยาเป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดพะเยา ในภาคเหนือของไทย และมีนโยบาย "ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม" ซึ่งไม่ใช่แค่คำในเอกสารยุทธศาสตร์ แต่เห็นได้ชัดผ่านกิจกรรมที่จัดขึ้นจริงทุกปี

        พิธีสระเกล้าดำหัวอธิการบดีและผู้อาวุโส เนื่องในเทศกาลสงกรานต์มหาวิทยาลัยพะเยา เป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมความเป็นไทย การแสดงเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นคนไทยที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมไทย ซึ่งกิจกรรมนี้ยังตอบโจทย์การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ตามพันธกิจที่ ของมหาวิทยาลัยพะเยา

        ทุกปีในช่วงเดือนเมษายน คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรและตัวแทนนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยา จะมารวมตัวกันในพิธีสรงน้ำพระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัย (พระพุทธภุชคารักษ์) บรรยากาศในพิธีเต็มไปด้วยความอบอุ่นและสะท้อนถึงคุณค่าของภูมิปัญญาวัฒนธรรมในประเพณีสงกรานต์ ไม่ใช่แค่พิธีการที่เป็นทางการ แต่คือการที่คนในองค์กรได้แสดงออกถึงความเคารพซึ่งกันและกัน ในแบบที่คนเหนือสืบทอดกันมาอย่างช้านาน

 

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

        สงกรานต์ไม่ได้แค่เป็น "วันหยุดยาว" ที่เราไปเล่นน้ำกัน แต่มันคือช่วงเวลาที่คนไทยทุกคนได้กลับภูมิลำเนาที่ตนเองรัก เพื่อกลับไปหาครอบครัว ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ การขนทรายเข้าวัด หรือการสรงน้ำพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนสะท้อนว่าวัฒนธรรมไทยได้ให้ความสำคัญกับการรำลึกถึงบรรพบุรุษ การให้เกียรติผู้อาวุโส และการชำระใจให้ผ่องใสก่อนก้าวเข้าสู่ปีใหม่

        และที่น่าชื่นใจยิ่งกว่า คือการที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน อย่างเช่นมหาวิทยาลัยพะเยายังคงหยิบยกประเพณีท้องถิ่นอย่าง "ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง" มาส่งต่อให้กับคนรุ่นใหม่อย่างจริงจัง เพราะประเพณีจะมีชีวิตอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อมีคนรุ่นใหม่รับไม้ต่อนั่นเอง

 

เขียน/เรียบเรียง: บรรเจิด หงษ์จักร นักประชาสัมพันธ์ งานสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยพะเยา

 -----------------------------------------------------------------------

อ้างอิงข้อมูล

¹ กรมศิลปากร จังหวัดเชียงใหม่. ประเพณีสงกรานต์ปีใหม่เมืองล้านนาสืบค้นจาก https://finearts.go.th/chiangmaiarchives/view/41533

² พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่. สวัสดีปี๋ใหม่เมืองเจ้าสืบค้นจาก https://www.finearts.go.th/chiangmaimuseum/view/26089

³ ไทยรัฐออนไลน์. (2566). รู้จัก "ประเพณีสงกรานต์" ของทั้ง ภูมิภาคสืบค้นจาก https://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/2666100

 e-shann.com. สงกรานต์ (ສົງການសង្រ្កា)สืบค้นจาก https://e-shann.com/สงกรานต์

 หอสมุดแห่งชาติ. ตำนานสงกรานต์ สืบสานวัฒนธรรมไทยสี่ภาคสืบค้นจาก https://www.nlt.go.th/service/1288

 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่. สวัสดีปี๋ใหม่เมืองเจ้าสืบค้นจาก https://www.finearts.go.th/chiangmaimuseum/view/26089

 TruePlookpanya. ประเพณีสงกรานต์ของภาคต่าง ๆ ในประเทศไทยสืบค้นจาก https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/29136

 ห้องสมุด มหาวิทยาลัยแม่โจ้. 10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสงกรานต์ภาคเหนือ "ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง"สืบค้นจาก https://thelibrary.mju.ac.th/?p=7514



facebooktwitterline

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภาพ :      
ข้อมูล/ข่าว :      
เพิ่มข่าวโดย :   bunjerd.ho@up.ac.th   
08/04/2569 12:53 น. (4 ชั่วโมงที่แล้ว)

สถิติการอ่านข่าวนี้
วันนี้: 17 ครั้ง | เมื่อวาน: 0 ครั้ง | เดือนนี้: 17 ครั้ง | ปีนี้: 17 ครั้ง | รวม: 17 ครั้ง