ร่วมคัดค้านการเสนอแก้กฎหมาย 4 ฉบับ กระทบกลไกเงินบำรุง–ภารกิจสาธารณะ ตั้งคำถามกระบวนการมีส่วนร่วม
เครือข่ายกฎหมายและนโยบายสุขภาวะ, คลินิกกฎหมาย มหาวิทยาลัยพะเยา ขอแสดงจุดยืนคัดค้าน และมีข้อห่วงกังวลต่อร่างแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับที่เสนอให้ยกเลิกกลไกการจัดเก็บ “เงินบำรุง” จากภาษีสุราและยาสูบที่จัดสรรให้แก่ ไทยพีบีเอส กองทุน สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยที่ สส.แกนนำพรรครัฐบาลให้เหตุผลว่าเพื่อการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ แต่ขาดการวิเคราะห์ผลกระทบด้านอื่นๆ รวมถึง
แม้ว่าสาระสำคัญของร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ไม่ได้เสนอให้ยุบองค์กรหรือยกเลิกกองทุน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลง “แหล่งที่มาของเงิน” จากกลไกเงินบำรุงตามกฎหมายเฉพาะ มาเป็นการพึ่งพางบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือแหล่งเงินอื่นตามที่ร่างกำหนด
1. ไทยพีบีเอส : ยกเลิกเงินบำรุงจากสุรา–ยาสูบ
ร่างแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอสเสนอแก้ไขบทบัญญัติเรื่องทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ และยกเลิกบทบัญญัติที่กำหนดให้จัดเก็บเงินบำรุงจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ
เดิมเงินบำรุงกำหนดในอัตรา ร้อยละ 1.5 ของภาษีสุราและยาสูบ โดยมีเพดานไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ร่างใหม่เสนอให้เปลี่ยนมาใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นแหล่งรายได้สำคัญ
ข้อสังเกต: การเปลี่ยนจากรายได้ที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นงบประมาณประจำปี อาจทำให้ต้องพิจารณาประเด็น ความมั่นคงของรายได้และความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ เพราะงบประมาณประจำปีอยู่ภายใต้กระบวนการจัดสรรงบประมาณของรัฐ ขณะที่หลักประกันด้านรายได้เดิมถูกออกแบบไว้ในกฎหมายเฉพาะ ประเด็นดังกล่าวจึงควรมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนเปลี่ยนระบบ
2. สสส. : ยกเลิกเงินบำรุงร้อยละ 2 จากสุรา–ยาสูบ
ร่างแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เสนอแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับเงินและทรัพย์สินของกองทุน และยกเลิกมาตรา 11–15 ซึ่งเป็นกลไกจัดเก็บเงินบำรุงจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ
เดิม สสส.ได้รับเงินบำรุงในอัตรา ร้อยละ 2 ของภาษีสุราและยาสูบ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ
ร่างใหม่มีแนวทางให้เปลี่ยนระบบรายได้มาอยู่ภายใต้การจัดสรรงบประมาณของรัฐ
ข้อสังเกต: ควรพิจารณาว่า หากรายได้ของ สสส.ต้องขึ้นกับการจัดสรรงบประมาณประจำปี จะส่งผลต่อ ความต่อเนื่องของงานสร้างเสริมสุขภาพ งานป้องกันโรค และงานลดปัจจัยเสี่ยง หรือไม่ และรัฐจะมีหลักประกันอย่างไรว่าเงินที่จัดสรรจะเพียงพอและต่อเนื่องกับภารกิจตามกฎหมาย
อีกประเด็นหนึ่งคือ ควรเปิดเผยข้อมูลเปรียบเทียบอย่างชัดเจนว่า รายได้เดิม จำนวนเงินที่คาดว่าจะได้รับจากงบประมาณ และภารกิจที่จะต้องดำเนินการ แตกต่างกันอย่างไร
3. กองทุนผู้สูงอายุ : เปลี่ยนแหล่งเงินสำหรับการสงเคราะห์ผู้สูงอายุรายได้น้อย
ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ เสนอให้ยกเลิกเงินบำรุงที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ และกำหนดให้เงินสำหรับการสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยมาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี, เงินบริจาคที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการสงเคราะห์, ดอกผลจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน
ข้อสังเกต: ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ ความมั่นคงและความเพียงพอของงบประมาณสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย หากเปลี่ยนจากเงินที่กฎหมายกำหนดแหล่งที่มาไว้โดยเฉพาะมาเป็นงบประมาณประจำปี ควรมีหลักประกันด้านงบประมาณและกลไกป้องกันไม่ให้การจัดสรรในแต่ละปีส่งผลต่อความต่อเนื่องของสิทธิหรือการสงเคราะห์กลุ่มเปราะบาง
4. กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ : ยกเลิกเงินบำรุงร้อยละ 2
ร่างแก้ไข พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย เสนอเพิ่มให้ กกท.มีรายได้จาก เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี และยกเลิกมาตรา 36–41 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินบำรุงกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติจากภาษีสุราและยาสูบ รวมถึงเสนอให้ยกเลิกบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายเดิมกำหนดเงินบำรุงกองทุนในอัตรา ร้อยละ 2 ของภาษีที่จัดเก็บจากสุราและยาสูบ
ข้อสังเกต: ควรประเมินผลกระทบต่อความต่อเนื่องของการสนับสนุน นักกีฬา การแข่งขันกีฬา การพัฒนาบุคลากร และสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา รวมถึงควรมีข้อมูลว่าการเปลี่ยนไปพึ่งพางบประมาณประจำปีจะสามารถทดแทนรายได้เดิมได้เพียงใด
ประเด็นสำคัญ
ข้อห่วงกังวลร่วมของร่างแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ
1. เปลี่ยน “หลักประกันตามกฎหมาย” เป็น “การจัดสรรงบประมาณประจำปี”
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า องค์กรยังคงอยู่หรือไม่ แต่คือการเปลี่ยนระบบการเงินจากรายได้ที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะ ไปสู่การจัดสรรงบประมาณผ่านกระบวนการงบประมาณของรัฐ จึงควรตอบให้ชัดว่า จะมีหลักประกันอะไรในการรักษาความต่อเนื่อง ความเพียงพอ และความเป็นอิสระในการปฏิบัติภารกิจ
2. ต้องประเมินผลกระทบต่อประชาชน ไม่ใช่เฉพาะผลกระทบต่อหน่วยงาน
การเปลี่ยนแหล่งรายได้อาจไม่ได้กระทบเพียงองค์กรทั้ง 4 แห่ง แต่เกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก เช่น ผู้ได้รับประโยชน์จากงานสร้างเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุรายได้น้อย นักกีฬา และผู้รับบริการจากสื่อสาธารณะ
ดังนั้น ควรมีการวิเคราะห์ผลกระทบที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ใครได้รับผลกระทบ ผลกระทบเป็นอย่างไร และมีมาตรการรองรับอย่างไรบ้างในแต่ละประเด็น
3. การรักษาวินัยการเงินการคลังต้องพิจารณาควบคู่กับเจตนารมณ์ของกฎหมาย
หลักวินัยการเงินการคลังเป็นประเด็นสำคัญ แต่การพิจารณาความเหมาะสมของกฎหมายไม่ควรพิจารณาเฉพาะ “เงินเข้าสู่ระบบงบประมาณหรือไม่” ควรพิจารณาด้วยว่า ระบบการเงินแบบเดิมถูกออกแบบขึ้นเพื่อแก้ปัญหาอะไร และหากยกเลิกแล้ว กลไกใหม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์เดิมได้หรือไม่
4. ควรเปิดพื้นที่ให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย
เมื่อร่างกฎหมายส่งผลต่อระบบสร้างเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุ การกีฬา และสื่อสาธารณะ การรับฟังความคิดเห็นจึงควรเป็นมากกว่าการเปิดแบบสอบถาม แต่ควรเปิดโอกาสให้ ประชาชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงาน และกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง ได้เสนอข้อมูลและทางเลือกอย่างรอบด้าน
โดยเฉพาะเมื่อกฎหมายเดิมมีที่มาจากแนวนโยบายสาธารณะที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของกลไกดังกล่าวจึงควรให้ความสำคัญกับ “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ”
5. ต้องตรวจสอบว่า “ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์”
อีกประเด็นที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส คือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย
เนื่องจากกลไกเงินบำรุงทั้ง 4 แห่งมีความเชื่อมโยงกับภาษีสุราและยาสูบ จึงควรมีการวิเคราะห์ว่า การยกเลิกกลไกดังกล่าวจะ
- ลดภาระหรือสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ผู้ประกอบการสุราและยาสูบหรือไม่
- ส่งผลต่อแรงจูงใจหรือโครงสร้างทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมดังกล่าวหรือไม่
- ทำให้กลุ่มทุนหรือผู้ประกอบการบางกลุ่มได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์อย่างไร
- มีผู้เสนอ ผู้สนับสนุน หรือผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการแก้ไขกฎหมายที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่
- มีการเปิดเผยข้อมูลและวิเคราะห์ผลกระทบต่อกลุ่มทุน กลุ่มผู้บริโภค และประชาชนอย่างเพียงพอหรือไม่
ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าการแก้ไขกฎหมายเป็นการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุน แต่เป็นประเด็นที่ควรเปิดเผยข้อมูลและตรวจสอบอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สังคมสามารถตอบคำถามได้อย่างโปร่งใสว่า
“ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ และประโยชน์สาธารณะได้รับการคุ้มครองอย่างไร?”
6. ควรเปิดเผยข้อมูลทางเลือก ไม่ใช่เสนอเพียง “ยกเลิกหรือไม่ยกเลิก”
ข้อเสนอที่ควรนำมาพิจารณาควบคู่กัน ได้แก่ คงระบบเดิม / ปรับปรุงระบบเดิม / กำหนดเพดานหรือกลไกตรวจสอบเพิ่มเติม / ใช้ระบบงบประมาณบางส่วน / หรือออกแบบระบบผสม
เพื่อให้สังคมสามารถเปรียบเทียบได้ว่าแต่ละทางเลือกมีข้อดี ข้อเสีย ต้นทุน และผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร
จุดยืนทางวิชาการของเครือข่ายกฎหมายและนโยบายสุขภาวะ, คลินิกกฎหมาย ม.พะเยา
คลินิกกฎหมาย มหาวิทยาลัยพะเยา เห็นว่า การรักษาวินัยการเงินการคลังเป็นหลักการสำคัญ แต่การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะควรดำเนินไปพร้อมกับหลักการมีส่วนร่วม ความโปร่งใส และการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน
สิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “จะยกเลิกเงินบำรุงหรือไม่?”
แต่ควรถามให้ครบว่า “หากยกเลิกแล้ว ประโยชน์สาธารณะที่กฎหมายเดิมออกแบบไว้จะมีหลักประกันอย่างไร ?” และ “ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประโยชน์จากกฎหมายเหล่านี้ ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างเพียงพอแล้วหรือยัง?”
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ยังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 และยังไม่มีผลใช้บังคับ จึงควรใช้ช่วงเวลานี้เปิดการอภิปรายและรับฟังข้อมูลจากผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะมีการตัดสินใจในขั้นตอนต่อไป ร่วมแสดงความเห็นได้ที่ https://www.parliament.go.th/section77/survey_list77.php
---------------------------------------------------------------------------
เครือข่ายกฎหมายนโยบายสุขภาวะ มหาวิทยาลัยพะเยา
คลินิกกฎหมาย มหาวิทยาลัยพะเยา
“นิติธรรมนำสังคมสังติสุข”