ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ และหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้ คือภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non-Communicable Diseases) เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมสะสมมาเป็นเวลานาน การแก้ปัญหานี้จึงไม่อาจอาศัยเพียงระบบบริการสุขภาพเพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัย "องค์ความรู้" ที่ถูกนำไปใช้จริงในระดับชุมชน
มหาวิทยาลัยพะเยา โดยคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ สาขาวิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ ผ่านการทำงานร่วมกับ โรงเรียนผู้สูงอายุวัดแม่กาโทกหวาก อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 จนกลายเป็นต้นแบบของการบูรณาการองค์ความรู้ด้านโภชนาการเข้ากับวิถีชีวิตชุมชน
จากภาวะพึ่งพิง สู่พลังผู้สูงวัยที่มีศักยภาพ
โรงเรียนผู้สูงอายุวัดแม่กาโทกหวากไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้สูงอายุ แต่ถูกออกแบบให้เป็น "พื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิต" ที่ช่วยเปลี่ยนบทบาทของผู้สูงอายุจากผู้ที่อาจต้องพึ่งพิงครอบครัวและระบบสาธารณสุข ให้กลายเป็นผู้ที่มีศักยภาพและมีส่วนร่วมกับสังคมอย่างแท้จริง
ปัจจุบันมีผู้สูงอายุเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 70 คน โดยหลักสูตรการเรียนรู้ครอบคลุมทั้งมิติวิชาการและทักษะชีวิต ได้แก่
- กฎหมายและสิทธิผู้สูงอายุ
- ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
- การใช้สื่อออนไลน์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
- โภชนาการและวิทยาศาสตร์การแพทย์
- ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทักษะอาชีพ
ความหลากหลายของหลักสูตรนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า สุขภาวะที่ดีของผู้สูงอายุไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางกาย แต่ต้องครอบคลุมมิติสังคม จิตใจ และการเรียนรู้ควบคู่กันไป
โภชนาการ: กุญแจสำคัญในการตัดวงจร NCDs
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิทวัส สัจจาพงศ์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยพะเยา อธิบายว่า การลงพื้นที่ของสาขาวิชาโภชนาการและการกำหนดอาหารเป็นไปตามนโยบายของมหาวิทยาลัยที่ส่งเสริมให้คณาจารย์นำองค์ความรู้จากรั้วมหาวิทยาลัยไปทำงานร่วมกับชุมชนในรูปแบบการบริการวิชาการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งถือเป็นกลุ่มประชากรสำคัญของสังคม
จากการลงพื้นที่ทำงานจริง คณะทำงานพบว่าผู้สูงอายุจำนวนมากประสบปัญหาโรค NCDs โดยเฉพาะความดันโลหิตสูง ซึ่งส่วนหนึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารในชีวิตประจำวัน การนำองค์ความรู้ด้านโภชนาการเข้าไปสร้างความเข้าใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินจึงเป็นแนวทางเชิงป้องกันที่สำคัญ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคใหม่ และลดการพึ่งพายาในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว
แนวทางนี้สอดคล้องกับหลักการสาธารณสุขเชิงป้องกัน (Preventive Health) ที่มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของพฤติกรรม มากกว่าการรอให้เกิดโรคแล้วจึงเข้าสู่กระบวนการรักษา ซึ่งเป็นแนวทางที่มีความยั่งยืนและคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่า
พื้นที่เรียนรู้ของนิสิต ต่อยอดสู่งานวิจัยและนวัตกรรม
การทำงานในพื้นที่ชุมชนแม่กาโทกหวากไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อผู้สูงอายุเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังเป็น "ห้องเรียนจริง" ให้นิสิตสาขาวิชาโภชนาการได้ฝึกฝนทักษะที่จำเป็นต่อวิชาชีพในอนาคต ทั้งการสื่อสารกับผู้สูงอายุ การทำงานเชิงรุกในชุมชน และการเรียนรู้จากสถานการณ์จริงที่ไม่สามารถหาได้จากห้องเรียนเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ ปัญหาและภูมิปัญญาที่ค้นพบในพื้นที่ยังถูกนำไปต่อยอดเป็นแนวคิดด้านการวิจัยและนวัตกรรม ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากผักพื้นบ้านร่วมกับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ ซึ่งไม่เพียงช่วยส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภค แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนอีกทางหนึ่ง สะท้อนแนวคิดการทำงานวิชาการที่ตอบโจทย์ทั้งมิติสุขภาพและมิติเศรษฐกิจไปพร้อมกัน
"อุ้ยจูงหลานเข้าวัด" สานสัมพันธ์ระหว่างวัย
หนึ่งในกิจกรรมที่สะท้อนหัวใจของโมเดลนี้ได้ชัดเจนที่สุด คือกิจกรรม "อุ้ยจูงหลานเข้าวัด" ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้ข้ามรุ่นอย่างเป็นรูปธรรม โดยนิสิตและคนรุ่นใหม่ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ให้แก่ผู้สูงอายุ ในขณะเดียวกันผู้สูงอายุก็ทำหน้าที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นกลับคืนสู่คนรุ่นหลัง
รูปแบบการแลกเปลี่ยนสองทางเช่นนี้ไม่เพียงช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยีระหว่างวัย แต่ยังช่วยสร้างความผูกพันทางสังคม เสริมสร้างคุณค่าในตนเองให้แก่ผู้สูงอายุ และปลูกฝังจิตสำนึกด้านการดูแลผู้สูงวัยให้แก่คนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน
มหาวิทยาลัยกับพันธกิจเพื่อสังคม
การดำเนินงานร่วมกับโรงเรียนผู้สูงอายุวัดแม่กาโทกหวากสะท้อนให้เห็นบทบาทของมหาวิทยาลัยพะเยาในการนำองค์ความรู้และศักยภาพทางวิชาการออกไปสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับพันธกิจด้านการบริการวิชาการแก่สังคม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกช่วงวัย ส่งเสริมสุขภาวะ ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน
โมเดล "แม่กาโทกหวาก" จึงไม่ใช่เพียงโครงการบริการวิชาการทั่วไป แต่คือตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ผู้สูงอายุ ครอบครัว และชุมชน ที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อขับเคลื่อนผู้สูงอายุให้ก้าวข้ามจากภาวะพึ่งพิง สู่การเป็น "ทุนมนุษย์ที่มีคุณค่า" ของสังคมอย่างแท้จริงและยั่งยืน