ตอนจบ: กรณีศึกษาจากอโยธยาเอยาวดี: การสร้างงานที่มีแรงบันดาลใจจากการใช้ข้อมูลทางวัฒนธรรมและสมบัติสาธารณะ (Public Domain) และข้อแนะนำเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา
บทความนี้ เป็นการสรุปสาระสำคัญของประเด็นพูดคุยจากงานเสวนา “เปลี่ยนทุนวัฒนธรรมให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญา เปลี่ยนแรงบันดาลใจจากงาน Public Domain ให้เป็นงานสร้างสรรค์ของเรา” โดยชุมนุมวรรณศิลป์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2569 ในโครงการ เปิดบ้านวรรณศิลป์ 2569 ณ ห้อง ว.115 อาคารวชิรมงกุฎ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ เพื่อแนะนำชุมนุมวรรณศิลป์ อักษรฯ ทับแก้ว และกิจกรรมในชุมนุม รวมถึงนำเสนอประเด็นร่วมสมัยที่น่าสนใจในวงการนักเขียน-นักอ่าน โดยมี
1. อ. ดร. ทศพล ศรีพุ่ม เป็นผู้ดำเนินรายการ
2. คุณชาลิสา ลิมปิผลไพบูลย์ เจ้าของนามปากกา “Amulin” ผู้สร้างสรรค์ผลงาน “บุษบาเสี่ยงตรีน” และ “อโยธยาเอยาวดี” เป็นวิทยากร
3. อ. ปิยอร เปลี่ยนผดุง ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและงานสร้างสรรค์ และอาจารย์ประจำสาขากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เป็นวิทยากร
ในตอนก่อนหน้านี้ เป็นตอนที่สรุปสาระสำคัญในส่วนของที่มาของอโยธยาเอยาวดีและบุษบาเสี่ยงตรีนของคุณ Amulin และความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายลิขสิทธิ์ ในตอนจบนี้ จะเป็นการสรุปสาระสำคัญจากการอภิปรายถึงกรณีศึกษาจากอโยธยาเอยาวดี และการสร้างงานที่มีแรงบันดาลใจจากการใช้ข้อมูลทางวัฒนธรรมและสมบัติสาธารณะ (Public Domain) ข้อสังเกตบางประการว่าด้วยประเด็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และข้อแนะนำเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา
-----------------------------------------------------------------------------------
1. แนวทางการค้นคว้า ดัดแปลง และเลือกพงศาวดารกับวรรณคดีมาใช้ในเรื่องอโยธยาเอยาวดีและบุษบาเสี่ยงตรีนของคุณ Amulin:
แนวทางในการทำงานของอโยธยาเอยาวดีและบุษบาเสี่ยงตรีนแตกต่างกันมาก เพราะอโยธยาเอยาวดีเป็นงานที่เขียนเล่น ดังนั้น จึงเป็นงานที่เขียนไปเรื่อย ๆ แบบตอนต่อตอน ไม่ได้วางแผนเอาไว้ล่วงหน้า มีตอนที่ลองเขียนไปแล้ว รู้สึกว่าไม่ใช่ก็ตัดออกอยู่ด้วย ส่วนบุษบาเสี่ยงตรีนเป็นงานเว็บคอมิกที่ลงในไลน์ WEBTOON ที่มีบรรณาธิการคอยดูแล และต้องมีการส่งสตอรี่บอร์ด (storyboard) หรือเค้าโครงการดำเนินเรื่องในแต่ละ season ให้บริษัทต้นทางที่เกาหลีพิจารณาก่อนเอาไปวาดและลงสีจริง ๆ โดยมีทีมช่วยด้วยในบางเรื่อง
เพราะการเขียนอโยธยาเอยาวดีเป็นการเขียนไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีแผน โดยอาศัยช่วงเวลาที่ว่าง เพราะเริ่มเขียนตอนที่ยังเล่นกอล์ฟอาชีพอยู่ก่อนที่จะออกมาเป็นนักเขียนการ์ตูนอาชีพเต็มเวลา การหยิบเอาเรื่องเล่าหรือตำนานเกี่ยวกับบุคคลต้นเรื่องกับเหตุการณ์ในพงศาวดารมาใช้เขียนจึงอาศัยความรู้จากพงศาวดารที่เคยอ่านมาไปก่อน จนกระทั่งเริ่มเขียนอโยธยาเอยาวดีแบบจริงจังแล้ว ถึงได้เริ่มค้นคว้าจริงจังมากขึ้น อ่านพงศวดารเวอร์ชั่นต่าง ๆ และค้นคว้ารายละเอียดทางประวัติศาสตร์ทั้งฝั่งไทยและเมียนมาเพิ่มเติม ในบางครั้ง เขียนเรื่องราวบางอย่างหรือจุดพลิกผันในบางตอนไปแล้ว ถึงค่อยมาเจอในพงศาวดารที่ค้นคว้าเพิ่มในบางเล่มว่าก็มีเรื่องแบบนี้อยู่เหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น พงศาวดารส่วนใหญ่และงานที่เอาเรื่องจากพงศาวดารมาเล่าใหม่ เช่น ลิลิตตะเลงพ่าย ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส และภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมักจะวางบทให้ฝ่ายพระนเรศกับพระมหาอุปราชาไม่ถูกกัน แต่ทางนี้ลอง what-if ว่า ถ้าเขาไม่ได้เกลียดกันจะเป็นอย่างไร พอเขียนไปได้ระยะหนึ่งแล้ว ก็มีการไปอ่านพงศาวดารเพิ่มเติม ก็เจอว่ามีเวอร์ชั่นหนึ่งที่พระนเรศกับพระมหาอุปราชาเป็นมิตรกัน
อีกตัวอย่างคือ จุดพลิกผันเรื่ององค์ขาว เพราะอยากเล่าเรื่องให้ฉีกออกไปให้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องสองคนอาจไม่ได้เป็นอย่างที่สื่ออื่น ๆ เล่ากันมาก็ได้ แล้วภายหลังก็เจอพงศาวดารบางฉบับเขียนว่า พระเอกาทศรถปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อจากพระนเรศ (ดร. ทศพลอธิบายเสริมว่า การปราบดาภิเษก หมายถึง การขึ้นครองราชย์ด้วยการเอาชนะศัตรู หรือชิงราชสมบัติ หรือขึ้นครองราชย์แบบไม่ได้เป็นไปตามลำดับการสืบสายเลือดอย่างการราชาภิเษกที่เป็นการสืบทอดราชสมบัติจากพ่อไปสู่ลูก)
โดยหลักการแล้ว แนวทางการเล่าเรื่องและการตีความพงศวดารที่นำมาใช้เป็นเส้นเรื่องของอโยธยาเอยาวดีเน้นไปที่การพยายามเล่าเรื่องที่ไม่เน้นที่วีรกรรมหรือการกู้ชาติแบบเรื่องเล่าชาตินิยม แต่เลือกเล่าในแบบที่ตัวละครเป็นมนุษย์มีข้อดี ข้อเสีย มีมุมที่คนอ่านอยากด่าในขณะเดียวกันก็อยากเอาใจช่วย โดยเป็นความรู้สึกที่มีต่อตัวละครนี้ในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่เพราะเป็นวีรบุรุษในตำนาน เวลาเล่าถึงวีรกรรมต่าง ๆ ที่คนจดจำได้ในประวัติศาสตร์ ก็จะหาวิธีเล่าถึงแรงจูงใจในการทำสิ่งนั้นที่ไม่ได้เป็นวีรกรรมทำเพื่อชาติในแบบที่พงศาวดารหรือสื่อกระแสหลักเล่า เช่น แรงจูงใจในการยิงปืนข้ามแม่น้ำในพงศาวดารกับในอโยธยาเอยาวดีเป็นคนละเรื่องกันเลย เป็นต้น
สำหรับบุษบาเสี่ยงตรีน ตัวละครหลัก ๆ ที่เลือกมาเป็นตัวเอกในบุษบาเสี่ยงตรีนอย่างอิเหนา (ปันหยี) ขุนแผน พระอภัยมณี ในวรรณคดีที่ตัวละครพวกนี้เป็นพระเอก ก็มีคนอ่านบอกว่าถ้าเอาเฉพาะพฤติกรรมที่ทำในเรื่อง เป็นพฤติกรรมแบบ ‘ชายแท้’ (หมายเหตุ: คำว่า ‘ชายแท้’ เป็นคำเปรียบเปรยถึงบุคคลที่มีพฤติกรรมและทัศนคติแบบชายเป็นใหญ่ ไม่ยอมรับความเท่าเทียมทางเพศหรือเหยียดเพศ มักแก้ปัญหาหรือแสดงอำนาจด้วยความรุนแรง เป็นต้น) พระเอกพวกนี้ดูไม่น่าจะเป็นพระเอกได้เลย บางคนมีพฤติกรรมค่อนไปทางตัวร้ายหรืออาชญากรด้วยซ้ำ แต่ก็ยังเป็นพระเอกในวรรณคดีที่มีบทเด่น แต่พอมาอยู่ในเรื่องนี้ ตัวละครก็ยังมีคาแรกเตอร์บางอย่างจากในวรรณคดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีแรงจูงใจกับที่มาที่ไปของการกระทำของตัวเอง
สำหรับเรื่องตัวละครอย่างปันหยี ขุนแผนที่ในวรรณคดีคือแบบแผนของชายชาตรีแต่ในบุษบาเสี่ยงตรีนต้องแต่งหญิงบ่อย ๆ โดยเฉพาะปันหยีที่มีคนถามว่าเมื่อไหร่จะเลิกแต่งหญิง คุณ Amulin ตอบว่าไม่เลิกแต่งหรอก เนื่องจากที่แต่งหญิงนั้นตัวละครปันหยีเป็นคนเลือกเองว่าจะแต่ง และการแต่งหญิงของตัวละครชายในเรื่องไม่ได้ทำเพื่อเป็นจุดขบขันอย่างที่สื่อบางสื่อมักจะเอาสถานการณ์ที่ผู้ชายจำเป็นต้องแต่งเป็นผู้หญิงมาเป็นเรื่องขำขัน แต่ในบุษบาเสี่ยงตรีนนี้ การแต่งหญิงเป็นเรื่องปกติธรรมดา และเป็นการแต่งหญิงด้วยสถานการณ์ ตัวละครไม่ติดอะไรที่จะต้องแต่งหญิง
ถึงจะมีสตอรี่บอร์ดของการเล่าเรื่องในแต่ละซีซัน แต่หลักการในการเขียนบุษบาเสี่ยงตรีนคือ ถ้าใส่รายละเอียดอะไรที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง คนอ่านก็จะไม่ความคาดหวังอะไร เพราะฉะนั้น ทั้งเสื้อลายกวางเรนเดียร์ โจงกระเบนลายนกกระเรียนญี่ปุ่น และอื่น ๆ ที่ใส่เข้าไปในเรื่องก็เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรสมจริงสักอย่างแบบตั้งใจ
หลักการที่ว่ามา ก็มีการเอามาใช้กับอโยธยาเอยาวดีเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะมีการค้นคว้าพงศาวดาร ประวัติศาสตร์ไทย-เมียนมา การแต่งกาย และอื่น ๆ มาเยอะมาก แต่ก็เลือกที่จะใช้ข้อมูลบางอย่างที่ไม่ตรงกับช่วงเวลาตามประวัติศาสตร์จริงหรือการแต่งกายตามประวัติศาสตร์จริง เช่น เจ้าพี่ใส่เสื้อแหวกเอวและนุ่งผ้าลุนตยา ซึ่งความจริงแล้ว ไม่ได้อยู่ในช่วงเวลานั้น เป็นเครื่องแต่งกายที่เกิดขึ้นในยุคหลัง แต่ก็เลือกใช้เพื่อไม่ให้ตรงตามประวัติศาสตร์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดในจักรวาลอื่น บวกกับความชอบส่วนตัวเกี่ยวกับเสื้อผ้ายุคที่ให้เจ้าพี่ใส่ในเรื่องด้วย ส่วนลำดับเหตุการณ์ในเรื่อง ใครอ่านแล้วก็จะเห็นว่า มีการเล่าแบบ Time Skip คือ เล่าแบบข้ามเวลาและเหตุการณ์ตามประวัติศาสตร์จริงไปหลายเหตุการณ์และหลายช่วงเวลา และเลือกที่จะไม่เอาบางเหตุการณ์ที่สื่อละครหรือภาพยนตร์เล่าแล้วทำให้เกิดซีนชาตินิยมที่เห็น ๆ กันอยู่มาเล่าด้วย
2. การนำเอา public domain มาต่อยอดหรือดัดแปลงเป็นงานใหม่ที่เราเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์:
ก่อนที่จะเอาแนวทางในการนำเอาพงศวดารและวรรณคดีที่คุณ Amulin ได้เล่าไว้มาเชื่อมโยงกับกฎหมาย ขอทบทวนหลักกฎหมายที่ได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้เล็กน้อยว่า สมบัติสาธารณะ (Public Domain) คือ งานสร้างสรรค์ เช่น หนังสือ ภาพวาด เพลง ภาพยนตร์ ฯลฯ ที่หมดระยะเวลาการคุ้มครองโดยกฎหมาย ทำให้ทุกคนสามารถนำผลงานเหล่านั้นไปทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่โดยไม่ต้องขอความยินยอม เนื่องจากผลงานนั้นกลายเป็นสมบัติของสาธารณะที่ใครจะนำไปใช้ก็ได้
ข้อดีของการสร้างงานต่อยอดจาก Public Domain เช่น วรรณคดี พงศาวดาร จิตรกรรมต่าง ๆ มีหลายประการ เช่น ประหยัดต้นทุนและไม่เสี่ยงละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะสามารถนำผลงานไปดัดแปลง ทำซ้ำ หรือเผยแพร่ต่อสาธารณะได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาตหรือจ่ายค่าลิขสิทธิ์ นอกจากนี้ ผู้รับสื่อที่อยู่ในวัฒนธรรมเดียวกันและมีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านั้นมีความคุ้นเคยหรือรู้จักตัวละคร เรื่องราว หรือตัวงานศิลปะดังกล่าวอยู่แล้ว ทำให้ผู้นำงานมาทำใหม่สามารถสื่อสารเนื้อหาหรือสาระที่ต้องการเล่าได้ง่ายขึ้น และผู้รับสารอาจมีส่วนร่วมกับเนื้อหานั้นได้มากขึ้น นอกจากนั้น การสร้างงานต่อยอดจากงาน Public Domain ทำให้ผู้สร้างสรรค์มีโอกาสในการตีความใหม่หรือทดลองใช้เทคนิคใหม่ในการถ่ายทอดงานดั้งเดิมในรูปแบบหรือแนวทางของตนเองด้วย
อย่างไรก็ตาม มีข้อควรคำนึงถึงในการสร้างงานต่อยอดจาก Public Domain อยู่ด้วยเช่นกัน กล่าวคือ การต่อยอดงาน Public Domain ให้เป็นงาน Original ที่เราเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ต้องการมากกว่าแค่การทำซ้ำเนื้อหาดั้งเดิม แต่ต้องมีการสร้างสรรค์เพิ่มเติมโดยมีการลงทุนด้านความคิด ทักษะ และแรงงาน (skills, labor, judgment) ของเราที่มากเพียงพอด้วย ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการลอกสาระสำคัญของเรื่องเดิมมาเท่านั้น และไม่เข้าหลักระดับการใช้ความสร้างสรรค์ขั้นต่ำ (Modicum of Creativity Doctrine) ซึ่งมาจากคำพิพากษาของศาลสหรัฐที่วางหลักว่า ถ้าการใช้ความคิดสร้างสรรค์นั้นมาจากการคิดริเริ่มและสติปัญญาของผู้สร้างสรรค์ แม้ว่าระดับการสร้างสรรค์นั้นจะมีเพียงเล็กน้อย แต่อย่างน้อยก็มีส่วนที่คิดเองทำเองเพิ่มเติมขึ้นมาจากของเดิม เมื่อไม่ได้ลอกเลียนแบบใครก็ได้รับการคุ้มครอง
ย้ำอีกครั้งก็คือ การดัดแปลงงานดั้งเดิมที่เป็น public domain เป็นงานของเราอาจเป็นการดัดแปลงเป็นสื่อที่ต่างออกไปจากชนิดสื่อเดิมแต่ยังคงสาระสำคัญเดิมไว้ หรือดัดแปลงให้มีรายละเอียดหรือสาระสำคัญบางอย่างแตกต่างไปจากเดิมก็ได้ แต่การดัดแปลงนั้นควรมีการใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของตนเองเพิ่มเติมเข้าไปด้วยพอสมควร
3. ตัวอย่างการดัดแปลงข้อมูลทางประวัติศาสตร์หรือพงศาวดารที่เป็น public domain หรือเป็นข้อเท็จจริง เป็นงานสร้างสรรค์ต่อยอดอื่นๆ :
ตัวอย่างการนำพงศาวดารมาตีความและเล่าใหม่จากอโยธยาเอยาวดี: สำหรับการนำแรงบันดาลใจหรือข้อมูลทางประวัติศาสตร์หรือพงศวดารมาเล่าใหม่อย่างอโยธยาเอยาวดีหรือเรื่องอื่น ๆ ความจริงแล้วก็ต้องนับว่ามีการตีความไปหลายแนวทางที่แตกต่างกันมาก เพราะว่ากันตามความจริง ไม่มีใครในยุคปัจจุบันรู้ว่า สมเด็จพระนเรศวรมีรูปร่างหน้าตาและคาแรกเตอร์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร ในพงศาวดารก็ไม่ได้บอกว่าหน้าเป็นอย่างไร อาจจะมีบันทึกหรือจดหมายเหตุพูดถึงอุปนิสัยบ้าง เช่น ในจดหมายเหตุของวันวลิตที่บอกว่าเป็นคนดุร้าย หรือทางมลายูก็ให้ฉายาว่า ‘รายาอาปี’ หรือราชาไฟ เป็นต้น ซึ่งอาจใช้เป็นพื้นฐานในการตีความได้ประมาณหนึ่ง ส่วนเรื่องของรูปร่างหน้าตา สมัยโบราณไม่อนุญาตให้คนทั่วไปมองหน้ากษัตริย์ คนที่เคยเห็นหน้าพระนเรศวรจริงๆ จึงมีน้อยและไม่มีการบันทึกรายละเอียดหลายอย่างไว้ด้วยเหตุผลด้านความเชื่อทางโหราศาสตร์ของคนสมัยก่อน ดังนั้น การวาดหรือการหาคนมาแสดงเป็นพระนเรศวรจึงเป็นเรื่องการตีความของผู้สร้างสรรค์ เริ่มตั้งแต่ท่านไว้พระมัสสุ (หนวด) เช่น ในภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวร หรือไม่ได้ไว้พระมัสสุ เช่น แบบอนุสาวรีย์ที่หน้ามหาวิทยาลัยหรือในอโยธยาเอยาวดีแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าคนผลิตสื่อที่เล่าเรื่องนั้นวางคาแรกเตอร์ที่อ้างอิงมาจากพระนเรศวรอย่างไร หรือเรื่องอุปนิสัยที่จะให้เป็นคนจริงจัง ใจร้อน หรือมีมุมอื่น ๆ อยู่ด้วย และรวมไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเส้นเรื่องของพงศาวดารที่บางเรื่องอาจมีการเล่าแตกต่างกันไปอยู่บ้าง เช่น เรื่องอายุของพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา ซึ่งถ้าคำนวณจากพงศวาดารบางฉบับ พระนเรศวรอาจมีพระชนมายุแก่กว่าพระมหาอุปราชา 2-3 ปีด้วยซ้ำ
อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ คาแรกเตอร์ของเจ้าพี่ซึ่งอ้างอิงมาจากพระมหาอุปราชา ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้านันทบุเรง ที่คุณ Amulin วางคาแรกเตอร์ให้เป็นคนมีความฉลาด ไม่เน้นใช้พละกำลัง ชอบดอกไม้และเป็นคนสุนทรี ซึ่งก็เป็นการตีความที่ต่างออกไปจากหลายเวอร์ชั่นให้พระมหาอุปราชาชอบกลั่นแกล้งพระนเรศหรือไม่เป็นมิตรกับพระนเรศ ซึ่งในเรื่องของความชอบในดอกไม้ สิ่งสวยงามก็ไม่ถึงกับเป็นการตีความที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อนเลย (ดร. ทศพลอธิบายเพิ่มเติมว่า คาแรกเตอร์ของพระมหาอุปราชาในลิลิตตะเลงพ่ายของกรมพระปรมานุชิตชิโนรสเองก็มีการวางมาให้เป็นคนที่มีนิสัยชอบสิ่งสวยงาม มีความสุนทรี เช่น วรรคทองจากโคลงสี่สุภาพในลิลิตตะเลงพ่ายอย่าง ‘สายหยุด "สายหยุดหยุดกลิ่นฟุ้ง ยามสาย’ ก็เป็นบทของพระมหาอุปราชาที่รำพึงคิดถึงนางผู้เป็นที่รัก เป็นต้น) แต่คาแรกเตอร์ของตัวละคร ‘เจ้าพี่’ ในอโยธยาเอยาวดีก็มีความชัดเจน มีแรงจูงใจ และมีบทบาทในแบบที่ไม่ซ้ำกับใคร การตีความคาแรกเตอร์ของเจ้าพี่และนำเสนอออกมาอย่างที่ได้อ่านกันในเรื่องอโยธยาเอยาวดีจึงเป็นการสร้างสรรค์โดยตัวคุณ Amulin เอง ไม่ได้ลอกเลียนใครมา
นอกจากการตีความเรื่องตัวละคร การตีความเรื่องแรงจูงใจ การวาง timeline ของเนื้อเรื่อง และรายละเอียดเกี่ยวกับอายุของตัวละครที่ถ้าว่ากันตามความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ยังเป็นเด็กอยู่ หรือการเอาเหตุการณ์ที่เล่าแตกต่างกันในพงศวดารแต่ละฉบับ เช่น สาเหตุการสิ้นพระชนม์ของพระมหาอุปราชา ฝั่งไทยเล่าว่ายุทธหัตถีแล้วขาดคอช้าง แต่ฝั่งเมียนมาเล่าว่าต้องพระแสงปืนสิ้นพระชนม์ มาใช้กับเรื่องทั้งคู่ ก็เป็นความคิดสร้างสรรค์ของคุณ Amulin เช่นกัน ดัวยความที่มีการสร้างสรรค์ในส่วนที่เป็น เนื้อหา original จากการตีความในแบบของตัวเองขึ้นมา เหตุการณ์ที่อยู่ในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่ส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่โดยทั่วไปหรือเป็นสิ่งที่เขียนไว้ในพงศาวดาร จึงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของคุณ Amulin ที่เกิดจากการตีความต่อยอดหรืออาศัยแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์นั้นเป็นฐานนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม สำหรับหน้าตา บุคลิก และนิสัยบางอย่างอาจมีความคล้ายกันได้ในเชิงคอนเซปต์หรือแนวทางการออกแบบคาแรกเตอร์ได้ ดังเช่นที่มีนักศึกษาที่เข้าฟังตั้งคำถามว่า ถ้าออกแบบตัวละครผมสีขาว ตาสีฟ้าที่คล้ายกับตัวละครจากเรื่องอื่น เช่น โกะโจ จากเรื่องมหาเวทผนึกมาร หรือคีฟรีย์ จาก Witch Hat Atelier แต่นิสัยและการกระทำของตัวละครในเรื่องไม่เหมือนกันเลย เส้นเรื่องคนละแบบได้หรือไม่ ในกรณีนี้ ตัวละครอาจมีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกันได้ แต่ถ้าเส้นเรื่อง โครงเรื่อง และองค์ประกอบอื่น ๆ ของเรื่องต่างกันในส่วนที่ไม่ใช่รายละเอียดโดยทั่วไป ก็ย่อมให้ตัวละครของเรามีผมสีขาว ตาสีฟ้าได้ เพราะสาระสำคัญของตัวละครต่างกันและไม่ได้ลอกกันมา
ดังนั้น การนำรายละเอียดของงาน public domain ไปใช้จึงต้องมีการพิจารณาคัดเลือกและอาจมีการตีความเพื่อให้เหมาะสมกับการเล่าเรื่อง สิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ ผู้สร้างสรรค์แต่ละคนอาจเล่าแตกต่างกันไปในเวอร์ชั่นของตัวเอง ซึ่งอาจมีความคล้ายหรือต่างกันไป แต่ถ้าพิจารณาดี ๆ แต่ละคนก็จะมีแนวทางการเล่าและการตีความเฉพาะของตัวเองอยู่ ถ้าเป็นผู้คิดสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง
ตัวอย่างการดัดแปลงเรื่องแต่ง (fiction) ที่เป็น public domain อย่างมหากาพย์อีเลียดและโอดิสซี: ตัวอย่างเช่นวรรณกรรมตะวันตกอย่างอีเลียด (The Iliad) และโอดิสซี (The Odyssey) ของโฮเมอร์ นอกจากเรื่อง The Odyssey ที่คริสโตเฟอร์ โนแลนเอามาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ โดยเอาเค้าโครงเรื่องและเหตุการณ์จากโอดิสซีฉบับของโฮเมอร์มาตีความแรงจูงใจของตัวละครแต่ละคนใหม่แล้ว ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่ใช้วรรณกรรมสองเรื่องนี้เป็นฐานในการต่อยอด
ตัวอย่างที่น่าสนใจในกรณีนี้ เช่น นิยายเรื่อง ‘เพียงชั่วเสียงพิณ’ ของ Samuel ที่เลือกเล่าเรื่องที่มีตัวละครหลักเป็นเจ้าชายเฮคเตอร์ของฝั่งทรอยผ่านสายตาของเทพอะพอลโลแทนที่จะเน้นไปที่วีรกรรมของวีรบุรุษอย่างอะคิลลีสแบบที่ภาพยนตร์เรื่อง Troy นำเสนอ ส่วนนิยายเรื่อง The Song of Achilles ของ Madeline Miller นั้น แม้จะเล่าเรื่องของฝั่งผู้ชนะอย่างกรีก แต่ก็มุ่งเน้นไปความสัมพันธ์ของพาโตรคลัสและอะคิลลีสมากกว่าจะมุ่งเล่าเกี่ยวกับสงครามระหว่างทรอยกับกรีกเป็นหลัก
ส่วนเรื่อง Circe ของ Madeline Miller ที่หยิบเอาเหตุการณ์ตอนหนึ่งของโอดิสซีมาเล่า ก็ไม่ได้เน้นเล่าที่ตัวเอกของเรื่องอย่างโอดิสซีอุส แต่เลือกเล่าเรื่องที่มาของเซอร์ซีว่าก่อนที่จะกลายมาเป็นแม่มดร้ายในตำนาน เธอไม่ใช่แม่มดหรือคนชั่วร้ายโดยกำเนิด แต่โลกที่เผชิญบังคับให้เธอต้องเป็นเช่นนั้น เป็นต้น จากตัวอย่างของนิยายและภาพยนตร์เหล่านี้ ซึ่งแต่ละเรื่องนั้นมีที่มาจากงาน public domain แต่ถ้าเราไปอ่านในรายละเอียดก็จะพบว่า ทุกเรื่องนั้นล้วนเป็นงานที่มี originality หรือความเป็นต้นฉบับที่สร้างสรรค์ขึ้นมาโดยเจ้าของงานนั้นทั้งสิ้น อย่างที่เคยกล่าวเอาไว้ว่า แรงบันดาลใจหรือไอเดียอาจมาจากแหล่งเดียวกันหรือคล้ายกันได้ แต่การแสดงออกซึ่งความคิดที่กลายออกมาเป็นผลงานสร้างสรรค์นั้น ถ้าเกิดจากการคิดและทำด้วยตนเองก็จะมีเอกลักษณ์บางอย่างในตัวเอง ซึ่งคนรับสารจะทราบได้ว่า เป็นงานที่ไม่ได้ลอกเลียนใครมา
ตัวอย่างการนำเอาคติความเชื่อทางศาสนา หรือคติชนวิทยามาใช้เป็นองค์ประกอบของเรื่องราวหรือสร้างคาแรกเตอร์ตัวละคร: เคยเล่าให้ชุมนุมวรรณศิลป์รุ่นก่อนหน้านี้ฟังไปแล้วเรื่องคติมหายานที่ปรากฏในการ์ตูนญี่ปุ่นและอนิเมชั่นเรื่อง ‘มหาเวทผนึกมาร’ หรือ Jujutsu Kaisen ของอาคุทามิ เกเกะ จึงขอยกมาเป็นตัวอย่างอีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นด้านของการดัดแปลงเอาความเชื่อและคติชนมาเป็นแรงบันดาลใจและองค์ประกอบของตัวละคร ที่เห็นชัดเจนคือมุทรา (Mudra) ท่าทางของมือที่เป็นสัญลักษณ์ของพระโพธิสัตว์และเทพตามคติมหายานที่ตัวละครแต่ละคนทำตอนกางอาณาเขต รวมไปถึง ความสัมพันธ์ระหว่างสุคุนะและยูจิ ตัวเอกของเรื่องที่มีการอ้างอิงมาจากเอนมะและจิโซ หรือพระยมกับพระกษีติครรภ์โพธิสัตว์ในคติมหายาน เป็นต้น
ข้อพิจารณาการละเมิดลิขสิทธิ์โดยการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานของผู้อื่น: ตามหลักกฎหมายลิขสิทธิ์ การละเมิดลิขสิทธิ์คือการทำซ้ำ ดัดแปลง รวมไปถึงนำเอางานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยการทำซ้ำหรือดัดแปลงที่จะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในที่นี้คือการทำซ้ำหรือดัดแปลงในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ (substantial similarity) ไม่ใช่แค่รายละเอียดเล็กน้อย งานที่มีความเหมือนหรือคล้ายงานต้นฉบับในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ จึงอาจเป็นงานที่อาจละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นได้ โดยทั่วไปแล้ว ความเหมือนหรือคล้ายในอาจยังไม่สามารถใช้ในการตัดสินว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี รายละเอียดเล็กน้อยบางอย่างที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรือลักษณะทั่วไปของงานสร้างสรรค์ในประเภทหรือแนวนั้นก็อาจนำมาใช้ในการพิจารณาว่ามีการลอกเลียนงานกันมาหรือไม่ได้ด้วยเช่นกัน โดยข้อพิจารณานี้ เป็นแนวทางของศาลสหรัฐอเมริกาในคดี Arnstein v. Porter (1946) เรียกว่าข้อพิจารณาเกี่ยวกับจุดที่มีความเหมือนหรือคล้ายจนเป็นที่สังเกตได้ (striking similarity) โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณา คือ ถ้ามีจุดที่เหมือนหรือคล้ายกันในจุดที่เป็นเอกลักษณ์ของงานสร้างสรรค์ของผู้อื่นที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั่วไปเป็นจำนวนมาก หรือมีจุดผิดพลาดหรือจุดที่ผู้สร้างสรรค์ต้นฉบับจงใจให้ไม่ตรงกับความเป็นจริง และเป็นสิ่งที่ไม่ควรปรากฏในงานของบุคคลอื่น เช่น ชื่อสถานที่ที่แต่งขึ้นเพื่อใช้เฉพาะในเรื่องนั้นแต่กลับไปปรากฏอยู่ในเรื่องอื่นโดยผู้ที่ลอกเลียนคิดว่าเป็นชื่อสถานที่จริง เป็นต้น มีแนวคิด บรรยากาศ และอารมณ์ในภาพรวม (total concept and feel) ที่ใกล้เคียงกันมากเมื่อนำรายละเอียดทั้งหมดมาเปรียบเทียบกัน รวมถึงมีข้อเท็จจริงว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าลอกเลียนงานของผู้อื่นนั้นสามารถเข้าถึงงานสร้างสรรค์ต้นฉบับได้ ก็อาจนำรายละเอียดที่ว่ามาเหล่านั้นมาเป็นข้อพิจารณาว่าอาจมีการลอกเลียนหรือดัดแปลงงานของผู้อื่นมาได้ เช่น ในคดีพิพาทที่ผู้สร้าง Star Wars ฟ้องผู้สร้าง Battlestar Galactica ว่าลอกเลียนภาพยนตร์สตาร์วอร์ของตนเองหลายจุด โดยมีจุดที่คล้ายกันในรายละเอียด 34 จุดในส่วนที่ไม่ใช่รายละเอียดที่มักพบเจอในภาพยนตร์ไซไฟอวกาศทั่วไป เป็นต้น แต่คดีนี้จบที่ศาลอุทธรณ์และภายหลังมีการไกล่เกลี่ยกันในที่สุด ส่วนกรณีของศาลไทยนั้น ต้องไปดูแนวทางของศาลทรัพย์สินทางปัญญาว่ามีแนวทางในการพิจารณาคดีพิพาทเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างไรบ้าง
นอกจากนี้ ยังอาจมีข้อกล่าวอ้างเรื่องการลอกเลียนงานของผู้อื่นเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจได้เช่นกัน ในต่างประเทศ เรียกว่าเป็นกรณีการลอกเลียนจากความทรงจำในจิตใต้สำนึก (subconscious copying) เกิดจากการที่เรารับสื่อมาหลาย เรื่องจนเกิดลืมไปว่า เราจดจำเรื่องดังกล่าวเอาไว้ในความจำของตัวเอง และเมื่อนำสิ่งที่เคยรับสารมาก่อนไปถ่ายทอดออกมาเป็นตัวงานก็คิดว่าสิ่งนั้นมาจากความคิดของตนเอง ซึ่งกรณีนี้อาจเกิดขึ้นได้บ่อยในส่วนของงานดนตรีกรรม แต่โดยหลักการแล้ว ศาลมีแนวโน้มที่จะไม่รับฟังข้ออ้างเรื่อง subconscious copying ในกรณีของไทยก็เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น โดยศิลปินยอมรับว่าตนเองอาจเคยได้ยินมาเมื่อนานแล้วจนลืม ทำให้เมื่อเขียนเพลงขึ้นใหม่จึงได้นำเอาบางส่วนของเพลงที่ได้ฟังเมื่อนานมาแล้วมาเป็นทำนอง ซึ่งเมื่อศิลปินรับทราบ ก็ตัดสินใจที่จะไม่นำเพลงดังกล่าวออกแสดงอีก
ตัวอย่างกรณีกุหลาบมอญ จากอโยธยาเอยาวดี: เป็นคำถามจากคุณ Amulin ถึงกรณีที่เรื่องกุหลาบมอญกับเจ้าพี่หรือพระมหาอุปราชาในเรื่อง โดยมีคนเคยบอกว่า ตำนานหรือเรื่องเล่าที่ปรากฏในสื่อหรือเป็นที่รู้กันอยู่ว่า “สมเด็จพระนเรศวรทรงโปรดกุหลาบมอญและให้นำมาจากหงสาวดี” เรื่องกุหลาบไม่ใช่ส่วนที่เป็นงานสร้างสรรค์ที่ปรากฏเฉพาะในอโยธยาเอยาวดีจึงไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเป็นส่วนที่มีลิขสิทธิ์
ในกรณีนี้ อาจต้องแยกพิจารณาทีละส่วน คือ เรื่องเล่าว่า “สมเด็จพระนเรศวรทรงโปรดกุหลาบมอญและให้นำมาจากหงสาวดี” กรณีนี้เป็นเรื่องที่ปรากฏอยู่และเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ แต่ถ้าตั้งคำถามว่า “ทำไมสมเด็จพระนเรศวรถึงทรงโปรดกุหลาบมอญ” หรือ “เพราะอะไรสมเด็จพระนเรศวรถึงนำกุหลาบมอญมาจากหงสาวดีมาปลูกที่เมืองไทย” จะพบว่าในส่วนนี้ ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุผลดังกล่าวและมีข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้ในหลายทิศทาง เช่น ทรงโปรดจริงๆ หรือเอามาเพราะเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่มีเหนือหงสาวดี เป็นต้น
ในกรณีของอโยธยาวดีนั้น เป็นการเอาเรื่องเล่าเกี่ยวกับกุหลาบมอญมาตีความให้เข้ากับเนื้อหาของตัวงานและแรงจูงใจที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างพระนริศกับเจ้าพี่ที่อ้างอิงมาจากพงศวดารมาอีกทีหนึ่ง และเป็นความสัมพันธ์ที่มีเฉพาะในจักรวาลของเรื่องอโยธยาเอยาวดีเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวพันอะไรกับความสัมพันธ์ของทั้งสองตามพงศาวดาร ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใด ๆ ในเรื่องเล่าอื่น ๆ ว่า พระมหาอุปราชาโปรดกุหลาบมอญ ดังนั้น การที่พระนริศนำกุหลาบมอญกลับมาปลูกที่อโยธยาเพื่อระลึกถึงเจ้าพี่เป็นเนื้อหาที่คุณ Amulin สร้างสรรค์ขึ้นเองโดยมีแรงบันดาลใจให้เขียนรายละเอียดต่อยอดจากเรื่องเล่าดังกล่าว ทำให้เรื่องการที่พระนริศนำกุหลาบมอญกลับอโยธยาเพราะเจ้าพี่โปรดกุหลาบมอญเป็นการสร้างสรรค์ขึ้นด้วยตนเองและเป็นส่วนหนึ่งของงานวรรณกรรมอโยธยาเอยาวดี ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์
ส่วนเรื่องที่กลิ่นหอมกับเจ้าพี่นั้น อ่านจากเนื้อหาแล้ว ไม่ปรากฏส่วนไหนที่พูดว่าเจ้าพี่ใช้น้ำอบหรือน้ำปรุงใด แต่ที่เจ้าพี่ในอโยธยาวดีมีเรื่องกลิ่นกุหลาบมอญเข้ามาเกี่ยวข้องน่าจะมาจากสองส่วนหลัก ๆ คือ ความอยากรู้อยากเห็นของนักอ่านที่อยากรู้ว่ากลิ่นกุหลาบมอญที่เจ้าพี่ชอบมีลักษณะของกลิ่นเป็นอย่างไร จึงไปตามหาน้ำอบ น้ำปรุง และน้ำหอมที่มีเบสเป็นกุหลาบมอญ รวมถึงไปหาซื้อกุหลาบมอญจริง ๆ มาปลูกด้วย และการออกสินค้าร่วมกับผลิตภัณฑ์น้ำหอมที่มีเจ้าพี่เป็นพรีเซนเตอร์ ซึ่งทั้งสองส่วนนี้เป็นคนละส่วนกับเนื้อหาของเรื่อง เป็นเรื่องของการสร้างสรรค์ร่วมของนักอ่านที่เรียกว่า fan lore กับตัวสินค้าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากกุหลาบมอญในเรื่องอีกทีหนึ่ง
4. การต่อยอดงาน “บุษบาเสี่ยงตรีน” และ “อโยธยาเอยาวดี” เป็นสื่ออื่น ๆ
ในปัจจุบัน ผลงาน “บุษบาเสี่ยงตรีน” มีการนำไปดัดแปลงเป็นซีรี่ส์โดย True CJ และอยู่ระหว่างการถ่ายทำ ส่วน “อโยธยาเอยาวดี” กำลังจะมีแอนิเมชันร่วมกับ The Clover Book และ Mitta Studio ออกฉายผ่านช่องทางยูทูบในวันที่ 28 กันยายน 2569 ที่กำลังจะถึงนี้ โดยการทำอนิเมชั่นนี้ คุณ Amulin เล่าว่า มีค่าใช้จ่ายในการทำอนิเมชั่น 1 ตอน ความยาว 10 นาทีสูงมาก ซึ่งการใช้ทุนสร้างนี้ยังไม่ได้รวมเรื่องดนตรีประกอบและนักพากย์
การทำอนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นความคิดเห็นที่ตรงกันของคุณ Amulin กับ Clover Book ที่อยากสร้างอนิเมชั่นจากผลงานของนักเขียนไทยขึ้นมา แต่เนื่องจากงบประมาณที่สูงจึงทำได้ทีละซีซันเท่านั้น เงินที่นำมาใช้เป็นเงินที่ได้จากการขายหนังสือและสินค้าต่าง ๆ โดยได้รับการสนับสนุนทุนส่วนหนึ่งจากสำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Thailand Creative Culture Agency หรือ THACCA) และโก๋แก่ และนอกจากส่วนของอนิเมชั่น สำนักพิมพ์ที่ญี่ปุ่นและไต้หวันก็มีการติดต่อขอนำงานฉบับการ์ตูนไปแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นและไต้หวันแล้ว
5. ข้อพิจารณาก่อนตัดสินใจตกลงให้ผู้อื่นนำงานอันมีลิขสิทธิ์ไปต่อยอดหรือดัดแปลง มีข้อที่ควรพิจารณาอย่างน้อย 6 ประการด้วยกัน ได้แก่
1) ดูประเภทของสัญญาให้ดีว่าเป็นการโอนสิทธิ หรือ การอนุญาตให้ใช้สิทธิ: ถ้าโอน (Assignment) ลิขสิทธิ์จะเปลี่ยนมือไปยังผู้รับโอน ถ้าเป็นการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (License) เจ้าของเดิมยังเป็นเจ้าของสิทธิ แต่ให้คนอื่นนำไปใช้ตามเงื่อนไขที่กำหนด จึงควรอ่านข้อตกลงให้ดีว่าเป็นสัญญาประเภทไหน เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นเจ้าของสิทธิได้
2) เจรจาทำความเข้าใจและระบุขอบเขตการนำไปใช้ (Scope of Use) ให้ชัดเจน: ต้องระบุให้ชัดเจนว่าสามารถนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง เช่น ใช้บนสื่อออนไลน์เท่านั้น ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาให้ชัดเจน รวมถึงพื้นที่ที่อนุญาตให้ใช้สิทธิได้ (เช่น เฉพาะในประเทศไทย หรือทั่วโลก)
3) ตกลงเรื่องการจ่ายค่าตอบแทน (Royalty Fee) ให้รอบคอบ: ระบุรูปแบบการจ่ายเงินให้ชัดเจน เช่น จ่ายขาดครั้งเดียว จ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย หรือจ่ายตามระยะเวลาที่กำหนด
4) พิจารณาข้อตกลงเรื่องความเป็นเจ้าของผลงานมีการนำไปดัดแปลง (Derivative Work): ควรระบุให้ชัดเจนในสัญญาว่า หากผู้รับอนุญาตนำผลงานไปดัดแปลงต่อ ลิขสิทธิ์ของงานดัดแปลงนั้นจะตกเป็นของใคร
5) อ่านสัญญาให้รอบคอบ ดูว่าเงื่อนไขในสัญญาที่กำลังจะทำเป็นธรรมหรือไม่ หรือมีข้อตกลงข้อใดที่อยากแก้ไขหรือไม่: ในกรณีที่เห็นว่าข้อตกลงนั้นไม่เป็นธรรมหรือเป็นข้อตกลงที่ทำให้ตนเองเสียเปรียบมากเกินไป อยากให้ทดลองเจรจากับอีกฝ่ายดูก่อน และถ้าไม่เป็นที่พอใจ รวมถึงอีกฝ่ายไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง การปฏิเสธที่จะทำสัญญาก็เป็นเรื่องที่ทำได้ตามปกติ
6) อาจพิจารณาทำข้อตกลงห้ามเปิดเผยความลับ (Non-Disclosure Agreement หรือ NDA) เพิ่มเติม ในกรณีที่ระหว่างการเจรจามีการเปิดเผยรายละเอียดของงานที่ต้องการให้เป็นความลับ ไม่ต้องการให้เปิดเผย หรือไม่ต้องการให้อีกฝ่ายนำสิ่งที่ได้ทราบระหว่างกระบวนการเจรจาไปใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต
สรุปสาระสำคัญ โดย อ. ปิยอร เปลี่ยนผดุง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
บทความเกี่ยวกับกฎหมายลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาเรื่องอื่น ๆ
· Creative Commons: ทำข้อตกลงให้ใช้งานลิขสิทธิ์ง่าย ๆ โดยใช้สัญลักษณ์พื้นฐานแค่ 4 ตัว https://up.ac.th/NewsReadBlog2.aspx?itemID=32827
· 4 + 1 คำศัพท์พื้นฐานเพื่อทำความเข้าใจเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์
https://up.ac.th/NewsReadBlog2.aspx?itemID=37492
· ธรรมสิทธิ์ (Moral rights) สิทธิโดยชอบธรรมของผู้สร้างสรรค์ในการได้รับเครดิต https://up.ac.th/NewsReadBlog2.aspx?itemID=37660